กระดังงาสงขลา


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Cananga odorata (Lam.) Hook.f.&Thomson var. fruticosa (Craib) corner

ไม้พุ่ม ขนาดเล็ก สูง 1-2 เมตร ลำต้นมีเปลือกสีน้ำตาลและเทา

ใบ : เป็นใบเดี่ยว สีเขียวปลายแหลม ออกสลับกันตามกิ่งก้าน กลีบดอกเรียวยาวบิดเป็นเกลียว เรียงหลายชั้น ชั้นละ 3 กลีบ ปลายกลีบโค้งงอ มีกลีบดอก 6-18 กลีบ

ดอก : หอมสีเหลืองอ่อนอมเขียว ออกดอกตลอดปี

วิธีการปลูกและดูแลรักษา นิยมปลูกกระดังงาสงขลาเป็นไม้ประดับ ชอบแสงแดด จึงควรปลูกกลางแจ้ง น้ำปานกลาง ดูแลรักษาง่าย ไม่ค่อยเป็นโรค เจริญเติบโตได้ดีในดินทั่วไป ควรตัดแต่งกิ่งบ้างเพื่อให้เป็นพุ่มสวยงาม

ชื่อวงศ์ : Annonaceae

ประโยชน์ : ใช้เป็นไม้ประดับ

สรรพคุณทางสมุนไพร : ตำราไทยใช้กระดังงาสงขลาเข้ายาหอมบำรุงหัวใจ ส่วนที่ใช้เป็นยาจะใช้ดอกแก่จัดสีเหลือง รสสุขัม แก้ลม วิงเวียน บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ ลดความดันโลหิต แก้อาการหัวใจเต้นเร็ว หายใจหอบ ลดไข้ เนื้อไม้รสขมเฝื่อน ใช้ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ เปลือกมีรสฝากเฝื่อน คนอินโดนีเซียใช้เปลือกแก้คัน

ต้นไม้สัญลักษณ์ : คำว่า “กระดัง” คือ การทำให้เกิดเสียงดังไปไกล พ้องกับกระดังงาที่เป็นต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมแรงไปไกลและมีคุณประโยชน์มากมาย คนโบราณจึงเชื่อว่า การปลูกกระดังงาไว้ประจำบ้านนอกจากได้ประโยชน์แล้ว ยังทำให้เจ้าของบ้านมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่ยกย่องของคนทั่วไป

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในจังหวัดสงขลา และพบมากทางภาคใต้ของประเทศไทย

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

คุณอาจจะใช้ tag หรือ attribute ต่อไปนี้ของ HTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong> มาใช้ได้