กล้วย (Banana)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Musa spp. & hybrid

ไม้ล้มลุก มีอายุหลายปี ลำต้นจริงอยู่ใต้ดิน เป็นเหง้าสั้นๆ ส่วนที่อยู่เหนือดินเป็นลำต้นเทียม มีกาบใบหุ้ม ซ้อนกันเป็นลำกลมตั้งตรง

ใบ : เป็นใบเดี่ยว มีใบสีเขียว ขนาดใหญ่ ผิวใบเรียบเป็นมัน ท้องใบมีสีนวล มีเส้นกลางใบใหญ่และแข็ง ก้านใบยาว ทุกส่วนมีน้ำยางใสๆ

ดอก : ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ห้อยหัวลง สีแดงคล้ำ เรียกว่า “ปลี” หรือ “หัวปลี” มีดอกย่อยออกเป็นแผง เมื่อติดเป็นผลจะเรียกว่า “หวี” หวีหนึ่งมีสิบกว่าผล

ผล : ผลดิบ มีเปลือกสีเขียว กลม ยาว ป้อม เนื้อในสีขาว เมื่อสุกเปลือกเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เนื้อในสีเหลือง ขนาด รูปทรง และรสชาติของผลกล้วยแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ สามารถติดผลได้เองโดยไม่ต้องผสมเกสร แต่หากอยู่ในธรรมชาติก็อาจมีค้างคาว นก กระรอก หรือแมลง ช่วยผสมเกสรให้ได้ด้วย

วิธีการปลูกและดูแลรักษา : กล้วยชอบดินร่วนซุยค่อนไปทางดินเหนียวอุ้มน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง ชอบแสงแดดจัด ปลูกง่าย โตเร็ว นิยมปลูกในฤดูฝน

ชื่อวงศ์ : Musaceae

ประโยชน์ : ชาวอีสานนิยมนำกล้วยดิบมาปรุงเป็นตำกล้วย (ลักษณะเหมือนส้มตำ แต่เปลี่ยนจากเส้นมะละกอดิบเป็นกล้วยดิบแทน) ภาคใต้นำมาแกงกะทิ เรียกแกงลูกกล้วย หยวกกล้วย รับประทานเป็นผักสดแกล้มกับน้ำพริก หรือปรุงเป็นแกง เช่น แกงหยวกกล้วยไก่ แกงกะทิใส่หยวกกล้วย เป็นต้น หัวปลี รับประทานเป็นผักสดแกล้มกับน้ำพริก เป็นเครื่องเคียงก๋วยเตี๋ยวผัดไท ขนมจีน น้ำพริก นำมายำเป็นยำหัวปลี หัวปลีชุบแป้งทอด ปรุงเป็นแกงเลียงเรียกน้ำนมสตรีหลังคลอดบุตร เป็นต้น ผล นำมาดัดแปลงเป็นอาหารหวานได้หลากหลาย เช่น กล้วยแขก ข้าวเม่า กล้วยปิ้ง กล้วยบวชชี เครปกล้วย กล้วยหอมทอดราดน้ำเชื่อม กล้วยหอมกับเนยแข็ง กล้วยเชื่อม ขนมกล้วย ข้าวต้มมัด กล้วยฉาบ เป็นต้น ใบกล้วย (ใบตอง) ใช้ทำบายศรีในงานพิธีต่างๆ ทำกระทงห่ออาหารคาวหวาน ห่อกะปิ หมู ปลา พริก หอม กระเทียม ย่างให้มีกลิ่นหอม ในอดีตใช้ใบตองแห้งมวนยาสูบ กาบกล้วยแห้งทำเป็นเชือกมัดของ ลำต้นสับเป็นอาหารเลี้ยงหมู มวยไทยสมัยโบราณก็ใช้ต้นกล้วยแทนกระสอบทราย

สรรพคุณทางสมุนไพร : ยาง มีรสฝาด ใช้สมานแผลห้ามเลือด ผลดิบ ครึ่งถึงหนึ่งผล ฝานเป็นแว่น ตากแดด2วัน แล้วบดเป็นผง ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ หรือชงน้ำดื่ม ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้อาการท้องเดิน บางตำราก็นำผลกล้วยดิบมาปั้นเป็นยาลูกกลอน รับประทานครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน ก็ช่วยรักษาได้เหมือนกัน ผลสุก รสหวาน มีสาร เพกทิน (pectin) ช่วยระบายท้อง บำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย กล้วยเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง และมีโปรตีนมากกว่าแอ๊ปเปิ้ลถึง 4 เท่า กล้วยน้ำว้า มีธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง กล้วยหอม มีโปรตีนสูง ช่วยให้ร่างกายเติบโตแข็งแรง กล้วยหักมุก มีแคลเซียมสูง ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน กล้วยเล็บมือนาง มีฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง กล้วยไข่ มีเบต้าแคโรทีน ช่วยต้านมะเร็ง หัวปลี มีรสฝาด กินบำรุงน้ำนม แก้โลหิตจาง ลดน้ำตาลในเลือด รักษาเบาหวาน แก้โรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ใบ ปิ้งไฟ ใช้ปิดแผลไฟไหม้ หรือนำมาต้มน้ำอาบ แก้เม็ดผดผื่นคันได้ ราก ใช้แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้บิด แก้ท้องเสีย เปลือก ใช้ทาบริเวณยุงกัดหรือแมลงกัด คนอินเดียเชื่อว่า กล้วยใช้รักษาเบาหวาน โลหิตจาง และคอพอกได้

ต้นไม้สัญลักษณ์ : กล้วยเป็นต้นไม้ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองประเทศไทยมาช้านาน และผูกพันกับชีวิตคนไทยอย่างเหนียวแน่น เนื่องด้วยมีคุณประโยชน์มากมาย อีกทั้งกล้วยยังเป็นไม้มงคลอีกชนิดหนึ่งด้วยที่คนไทยนิยมปลูกมาแต่โบราณ และแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งความเจริญงอกงามและความอุดมสมบูรณ์ กล้วยปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์และวรรณคดีไทยในสมัยโบราณมากมาย เช่น ในสมัยอยุธยาแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้มีราชทูตชาวฝรั่งเศส ชื่อลาลูแบร์ บันทึกเรื่องราวตอนหนึ่งของเมืองไทยไว้ว่า “กล้วยไทยขยัน มีผลเกิดให้คนไทยได้กินกันตลอดปี” ในสมัยกรุงธนบุรีชาวฝรั่งเศสชื่อฟรังซัวส์ อังรี ตุรแปง ได้บันทึกไว้ในหนังสือเกี่ยวกับเมืองไทยว่า “ชาวสยามใช้ใบกล้วยมากในเรื่องการกินอาหาร เช่น ใช้ต่างผ้าปูโต๊ะ ใช้วางกับข้าว” ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดทองธรรมชาติ กรุงเทพฯ ที่สร้างจนเสร็จสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่3 มีภาพแม่ค้าขายกล้วย และพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ได้เขียนคำกลอนในหนังสือชื่อ “พรรณพฤกษา” กล่าวถึงพันธุ์กล้วย 40 ชนิดไว้ด้วย ต้นกล้วยยังนิยมใช้ในงานพิธีมงคลต่างๆ เช่น พิธีแห่ขันหมากในงานแต่งงานต้องมีต้นกล้วยและผลกล้วยน้ำว้าเพื่อความเป็นสิริมงคล ให้ชีวิตคู่เจริญงอกงาม งานยกเสาเอกสร้างบ้านใหม่ จะต้องมีต้นกล้วยประกอบเพื่อเป็นมงคลให้สร้างง่าย มีความร่มเย็นเป็นสุข และอุดมสมบูรณ์ในงานเทศน์มหาชาตินิยมนำต้นกล้วยมาตกแต่งประตูทางเข้ามณฑลพิธี เรียกว่า “ประตูป่า” ซึ่งหมายถึงประตูป่าหิมพานต์ในพุทธศาสนานั่นเอง ชาวลาวโซ่งจังหวัดเพชรบุรีนิยมใช้ต้นกล้วยที่ปลูกในพิธีต่ออายุให้คนแก่ เรียกต้นกล้วยชนิดนี้ว่า “ต้นหลักมั่นขวัญยืน” โดยลูกหลานจะช่วยกันปลูกให้งอกงามเพราะเปรียบเป็นการต่ออายุให้ผู้เฒ่าผู้แก่ให้มีชีวิตยืนยาว ใบกล้วยหรือที่เรียกกันว่าใบตองยังใช้ทำบายศรีในงานพิธีต่างๆ ชาวพม่าถือว่าใบตองเป็นของสูง จะใช้ใบตองสำหรับใส่อาหารให้พระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น กล้วยเป็นผลไม้ยอดนิยมที่ใช้ถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ เช่น เครื่องเซ่นสังเวยเทพยดาชั้สูงของพราหมณ์ เครื่องกัณฑ์เทศน์ถวายพระ งานบายศรีสู่ขวัญของอีสาน ประเพณีวันสารทไทยแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ชาวบ้านจะทำขนมกระยาสารทพร้อมกล้วยไข่เป็นของคู่กันถวายพระ

การขยายพันธุ์ : เลือกใช้หน่อใบแคบมาปลูก หลังจากตัดเครือไปใช้ประโยชน์ควรตัดหน่อเก่าทิ้งเพื่อให้หน่อใหม่เติบโตได้ดี

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซียและตอนใต้ของจีน และทางตอนเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

คุณอาจจะใช้ tag หรือ attribute ต่อไปนี้ของ HTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong> มาใช้ได้