ถั่วเหลือง (Soybean)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Glycine max (L.) Merr.

เป็นไม้พุ่ม อายุสั้น ทุกส่วนของต้นมีขนยาวปกคลุม

ใบ : มีใบประกอบสามใบย่อย ใบย่อยเป็นรูปรีหรือรูปไข่

ดอก : สีขาวอมชมพูหรือม่วงเรื่อ

ผล : เป็นฝักแบน มีขนยาวปกคลุมภายในมีเมล็ดค่อนข้างกลม สีเหลือง มี 3 – 5 เมล็ด

ชื่อวงศ์ : Leguminosae

ประโยชน์ : นอกจากทำเป็นเต้าหู้และน้ำนมถั่วเหลืองแล้ว เมล็ดยังนำมาเพาะเป็นถั่วงอก ที่เรียกว่า “ถั่วงอกหัวโต” แต่เพาะยาก จึงไม่ค่อยพบในตลาดมากนัก ถั่วงอกหัวโตนิยมใส่ในแกงส้ม แกงเหลืองของชาวใต้ หรือแกงจืดบ้างก็นำมาต้มหรือลวกให้สุก กินกับน้ำพริกหรืออาหารรสจัดต่าง ๆ นอกจากนี้ชาวเหนือยังนำมาทำเป็นเครื่องปรุงรสที่เรียกว่า “ถั่วเน่า” ใช้แทนกะปิ น้ำปลา มีทั้งแบบเปียกและแบบแห้ง ซึ่งพบว่าถั่วเน่าทั้งสองแบบนี้อุดมด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส อาตุเหล็ก วิตามินบี 1 และบี 2

สรรพคุณทางสมุนไพร : ถั่วเหลืองให้โปรตีนที่ย่อยง่าย มีกรดแอมิโนที่จำเป็นมากว่าถั่วชนิดอื่น และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่จำเป็นกับร่างกาย เช่น กรดไลโนเลอิก (linoleic acid) กรดไลโนเลนิก (linolenic acid) และกรดโอเลอิก (oleic acid) ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือดที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ นอกจากนี้ยังมีสารไฟโตเอสโตเจน (phytoestogen) ที่ช่วยบรรเทาอาการครั่นเนื้อครั่นตัว หน้ามืด เวียนศีรษะของสตรีวัยหมดประจำเดือดอีกด้วย เกร็ด ชาวจีนบริโภคถั่วเหลืองเป็นอาหารมานานกว่า 2,000 ปี เพราะเชื่อว่าถั่วเหลืองเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ อีกชนิดหนึ่ง นอกเหนือจากข้าวเจ้า จ้าวสาลี จ้าวบาร์เลย์ และข้าวฟ่าง มีการปลูกถั่วเหลืองมากที่สุดในแมนจูเรีย

การขยายพันธุ์ : ถั่วเหลืองชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดตลอดวัน สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : มีการกระจายพันธุ์ในประเทศเขตร้อน

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

คุณอาจจะใช้ tag หรือ attribute ต่อไปนี้ของ HTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong> มาใช้ได้