มันเทศ (Sweet Potato)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Ipomoea batatus (L.) Lam.

เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี รากสะสมอาหารใต้ดิน สีขาวหรือม่วงแดง ลำต้นทอดเลื้อย

ใบ : รูปหัวใจเรียมแหลม เรียงสลับกัน ขอบใบหยักเว้าเล็กน้อย ยอดอ่อนมีสีแดงเรื่อ

ดอก : สีม่วงอ่อน ออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด กลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายแผ่บานออกเป็นรูปแตร

ผล : เป็นฝักกลม เมื่อแห้งแตกออก ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาล

ชื่อวงศ์ : Convolvulaceae

ประโยชน์ : ยอดอ่อนนำมาต้มหรือกินเป็นผักสดกับน้ำพริก ลาบ อาหารรสจัดต่าง ๆ หรือใส่ในแกงส้ม ถ้ากินสดมีรสฝาด เมื่อสุกรสจืดมัน ให้วิตามินบี 2 สูง ส่วนหัวหรือรากสะสมอาหารใช้แทนมันฝรั่งในแกงมัสมั่น แต่จะเละง่ายกว่า บ้างก็นำมานึ่งจิ้มน้ำตาลกินเป็นขนม ต้มน้ำตาล หรือกวนเป็นขนมหวาน มันเทศมี 3 พันธุ์ คือ พันธุ์หัวสีแดงเนื้อสีเหลือง หัวสีแดงเนื้อสีม่วง และหัวสีส้มเนื้อสีส้ม ที่ชาวใต้เรียกกันว่า “มันเล” พันธุ์หัวแดงมีวิตามินเอสูงทั้งยอดและหัว

สรรพคุณทางสมุนไพร : หัวมันเทศมีสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ป้องกันการเกิดโรคหัวใจและต้อกระจก ช่วยรักษาเบาหวาน บำรุงกระเพาะ ม้าม เป็นยาช่วยย่อย ช่วยแก้โรคตาบอดกลางคืน และแก้เมาคลื่น น้ำคั้นจากหัวใช้ทาแผลไฟไหม้ ใบตำพอกฝี เถานำมาต้มน้ำดื่มแก้ไขข้ออักเสบ

การขยายพันธุ์ : มันเทศชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง ไม่มีน้ำท่วมขัง แสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์ด้วยการแยกรากสะสมอาหารมาปลูกใหม่ หรือปักชำลำต้นในช่วงฤดูฝน

นิเวศวิทยา : กระจายพันธุ์ในทวีปเอเชีย

มะไฟ (Burmese grape)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Baccaurea ramiflora Lour.

เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 15 เมตร

ใบ : รูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายใบเรียวแหลม ออกเวียนสลับรอบกิ่ง

ดอก : ช่อดอกออกเป็นกระจุกตามกิ่ง ห้อยลง ดอกชีชมพูอมเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ผลิบานช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม

ผล : ค่อนข้างกลม ก้านช่อผลสีแดงเรื่อ เมื่อสุกสีเหลือง เนื้อหุ้มเมล็ดนุ่ม

เมล็ด : สีชมพู

ชื่อวงศ์ : Phyllanthaceae

ประโยชน์ : ชาวใต้นิยมกินผลอ่อนสีเขียวทั้งผลเป็นผักกับน้ำพริกและอาหารรสจัดต่าง ๆ รสเปรี้ยวอมฝาด ส่วนผลสุกกินเป็นผลไม้พื้นบ้าน รสเปรี้ยวอมหวาน มีมากในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น ปัจจุบันมีสองพันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้า มีรสหวานอมเปรี้ยว คือ พันธุ์ไข่เต่า และพันธุ์เหรียญทอง ให้รสหวานกว่าพันธุ์พื้นบ้าน

สรรพคุณทางสมุนไพร : มีสรรพคุณช่วยลดความดันเลือดและลดอุณหภูมิของร่างกาย รากแก้วัณโรค แก้ไข้ เริม และแผลพุพองอื่น ๆ ใบแก้กลากเกลื้อน ขับพยาธิ ดอกและผลช่วยถอนพิษไข้และขับระดู

การขยายพันธุ์ : มะไฟชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดตลอดวัน ชอบอากาศเย็น ความชื้นในอากาศสูง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด นิยมปลูกเป็นไม้ผลในสวนหลังบ้าน ให้ร่มเงาได้ดี

นิเวศวิทยา : กระจายพันธุ์แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในไทยพบตามป่าดิบชื้นและป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาค

มะละกอ (Papaya, Pawpaw, Tree melon)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Carica papaya L.

เป็นไม้เนื้ออ่อน ลำต้นตั้งตรง สูงได้ถึง 5 เมตร ลำต้นกลวง

ใบ : หยักเว้าเป็นแฉกมาก ออกเวียนรอบต้น ด้านในกลวง

ดอก : ช่อดอกออกที่ซอกใบปลายยอด มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ส่วนดอกเพศผู้อยู่ต่างต้นกัน

ผล : ทรงกระบอกหรือคล้ายน้ำเต้า เมื่อสุกเนื้อในมีสีส้ม มีเมล็ดสีดำจำนวนมาก รอบเมล็ดมีเมือกใสปกคลุม

ข้อควรระวัง : ไม่ควรกินผลสุกติดต่อกันนาน เพราะจะเกิดการสะสมของสารแคโรทีนอยด์ ทำให้ผิวมีสีเหลืองที่เรียกว่าโรคแคโรทีนีเมีย (Carotenaemia) แก้ไขได้โดยกินให้น้อยลง และทิ้งระยะห่างไปบ้างจนกว่าจะหาย

ชื่อวงศ์ : Caricaceae

ประโยชน์ : ยอดอ่อนนำมาย่างไฟหรือต้มจิ้มน้ำพริก มีรสหวานอ่อน ๆ ผลอ่อนใช้ปรุงอาหาร เช่น แกงส้ม แกงกะทิ แกงเลียง แกงไตปลา ใช้ทำส้มตำ ต้มจิ้มน้ำพริก บ้างก็เชื่อมกินเป็นขนม หรือหมักเกลือและตากแห้งใส่ในตังฉ่ายหรือผักดอง ผลสุกกินเป็นผลไม้ ช่วยระบายท้อง และให้เบต้าแคโรทีนสูง มีให้เลือกหลายพันธุ์ รสชาติแตกต่างกัน

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบต้มน้ำดื่มบำรุงหัวใจ ขับพยาธิ แก้ไข้ ขับปัสสาวะ ผลสุกช่วยระบายและบำรุงน้ำนม ยางจากผลดิบช่วยกัดผิวที่แข็งด้าน เช่น หูด ไฝ แก้ส้นเท้าแตก แก้ตะขาบกัด และช่วยฆ่าพยาธิหลายชนิด นอกจากนี้ยังใช้หมักเนื้อสัตว์ได้ดี เนื่องจากมีเอนไซม์ “ปาเปน” (papain) หรือเรียกว่า “ผงเปื่อย” ที่ช่วยให้เนื้อนุ่ม จึงไม่ควรกินผลดิบสด ๆ เพราะอาจทำให้ปากเปื่อยได้ บ้างก็ว่ายางมะละกอนำมาต้มกับเสื้อทำให้เสื้อขาวสะอาด

การขยายพันธุ์ : มะละกอชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดตลอดวัน เพียงนำเมล็ดที่ล้างเมือกออกแล้วหว่านลงในแปลงเพาะ ประมาณ 10 วัน เมล็ดเริ่มงอก เมื่อมีใบแท้ 3 – 4 ใบ จึงย้ายลงปลูกใน หลุมห่างกัน 3 – 4 เมตร เริ่มให้ดอกครั้งแรกหลังปลูก 3 – 4 เดือน

ต้นไม้สัญลักษณ์ : ถ้าปลูกมะละกอแล้วจะทำให้อยู่ไม่เป็นสุข

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้

มะรุม (Horse radish tree, Drumstick)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Moringa oleifera Lam.

เป็นไม้ต้น ทรงพุ่มโปร่ง สูงถึง 15 เมตร

ใบ : มีใบประกอบแบบขนนกสองถึงสามชั้น ปลายคี่ ออกเวียนรอบกิ่ง ใบย่อยรูปรี ปลายมน ออกตรงข้ามกัน

ดอก : ช่อดอกออกที่ซอกใบปลายยอด ดอกสีเหลืองอ่อน มี 5 กลีบ ผลิบานในช่วงปลายฝนต้นหนาว

ผล : เป็นฝักทรงกระบอกเล็ก ปลายแหลม ยาวกว่า 50 ซม. ผิวนอกหยักเป็นร่องตามแนวยาวคล้ายไม้ตีกลอง เมื่อแก่มีสีน้ำตาล แตกตามร่อง

เมล็ด : ภายฝักมีเมล็ดจำนวนมาก แต่ละเมล็ดมีปีกสามปีกที่ช่วยแพร่พันธุ์

ชื่อวงศ์ : Moringaceae

ประโยชน์ : ยอดอ่อนและช่อดอกกินเป็นผักสด หรือนำมาต้ม ลวก จิ้มน้ำพริก ใส่ในแกงส้ม แกงเลียง มีรสขมเล็กน้อย ฝักอ่อนปอกเปลือก หั่นเป็นท่อนใส่ในแกงส้ม แกงลาวของชาวอีสาน หรือนำฝักอ่อนที่เมล็ดยังไม่แข็งมากินเป็นผักสดกับน้ำพริก ส้มตำ ลาบ ให้วิตามินซีสูง มีตลอดปี แต่มีมากช่วงฤดูหนาว ถ้าเป็นต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ด หลังปลูก 2 – 3 เดือนรากจะขยายขนาดเป็นหัว ใช้ใส่ในแกงส้มได้ กล่าวกันว่ามะรุมมี 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ข้าวเจ้าที่มีฝักผอมสั้น เนื้อน้อย เมล็ดใหญ่ และพันธุ์ข้าวเหนียว ฝักยาว อวบอ้วน เนื้อหนา เมล็ดเล็ก ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากกว่า

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากแก้ปวดบวม บำรุงกำลัง เปลือกช่วยขับลม ทำให้เรอ หรือนำเปลือกต้นมาบุบให้แตกอมไว้ข้างแก้มเวลาดื่มสุราจะไม่รู้สึกเมา ใบแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ดอกเป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ ฝักแก้ไข้ เมล็ดสดเป็นยาแก้ปวดบวมตามข้อ น้ำมันจากเมล็ดสด (Behen Oil) ใช้ปรุงอาหาร ทำน้ำสลัด ทำเครื่องสำอาง น้ำหอม หรือใช้เป็นยาแก้ปวด และช่วยบำรุงหัวใจ

การขยายพันธุ์ : มะรุมปลูกเลี้ยงง่าย ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุ แสงแดดตลอดวัน นิยมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือปักกิ่งชำ หลังปลูก 2 – 3 ปีก็จะให้ดอกผลได้

นิเวศวิทยา : กระจายพันธุ์ในเอเชีย แถบอินเดีย ศรีลังกา

มะพร้าว (Coconut)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Cocos nucifera L.

เป็นปาล์มประเภทลำเดี่ยวที่ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ต้นสูงได้ถึง 30 เมตร

ใบ : ประกอบแบบขนนก ใบย่อยยาวเรียวแหลม แผ่นใบแข็งหนา

ดอก : ช่อดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้นกัน ดอกสีเหลืองอ่อน ดอกเพศเมียใหญ่กว่าดอกเพศผู้

ผล : กลมหรือรูปไข่ มีกาบแข็งอยู่ภายนอก ด้านนอกผิวผลมีสีเขียว หรือสีส้มที่เรียกว่า “มะพร้าวไฟ” เนื้อในคือส่วนของเอนโดสเปิร์มที่มีไขมันสูงและใช้ประโยชน์กันมาก

ชื่อวงศ์ : Palmae

ประโยชน์ : ยอดอ่อนที่เรียกว่ายอดมะพร้าวใช้ปรุงอาหาร เช่น ผัดน้ำมัน หรือแกงกะทิ ให้ฟอสฟอรัสค่อนข้างสูง ส่วนผลอ่อนที่กะลายังไม่แข็ง ฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใช้ทำแกงกะทิใส่ปลาย่าง เมื่อผลเริ่มแก่เล็กน้อย กินเป็นผลไม้ หรือดื่มน้ำในผลแก้กระหาย ผลกึ่งแก่กึ่งอ่อนที่เรียกว่า “มะพร้าวทึนทึก” ใช้โรยหน้าขนมหรือทำมะพร้าวแก้ว ส่วนผลแก่ ขูดคั้นน้ำกะทิ ใช้ทำอาหารหรือขนมได้มากมาย แต่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง 60 – 65 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ปัจจุบันมีหลายพันธุ์ ที่นิยมมากคือมะพร้าวน้ำหอมต้นเตี้ย หรือมะพร้าวหมูสี ต้นสูงเพียง 2 เมตร ก็ให้ผลได้ สะดวกในการเก็บ และมะพร้าวกะทิที่นิยมกินเป็นขนม ซึ่งกลายพันธุ์มาจากมะพร้าวปกติ แต่โอกาสที่จะเกิดเป็นไปได้ยาก แม้นำผลที่ได้จากต้นมะพร้าวกะทิมาปลูก ต้นที่ได้อาจกลายเป็นมะพร้าวปกติได้ วิธีเลือกมะพร้าวกะทิ ให้เขย่าผล ต้องไม่มีเสียงน้ำ

สรรพคุณทางสมุนไพร : น้ำมะพร้าวมีโปรตีน น้ำตาล ไขมัน วิตามินบีรวม โพแทสเซียม โซเดียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก มีประโยชน์กับสตรีมีครรภ์ ช่วยบำรุงทารกในครรภ์ให้แข็งแรง โดยเฉพาะสตรีที่มีครรภ์ตั้งแต่ 5 – 9 เดือน ควรดื่มน้ำมะพร้าวมาก ๆ จะช่วยให้คลอดง่าย เด็กตัวสะอาด และผิวพรรณเปล่งปลั่ง ส่วนกาบใบใช้ในงานประดิษฐ์ต่าง ๆ ลำต้นที่ล้มตายใช้ทำเก้าอี้ ตกแต่งสวน หรือประดิษฐ์เป็นตุ๊กตา ใบสดสานเป็นปลาตะเพียนหรือตะกร้อให้เล็กเล่น ก้านมะพร้าวจากใบแห้งใช้ทำไม้กวาด กาบมะพร้าวนำมาเผาใช้เป็นสีดำธรรมชาติในขนมเปียกปูน กะละแม นอกจากนี้ยังใช้เป็นวัสดุปลูกต้นไม้ ใบมะพร้าวใช้ทำไส้ในของที่นอน เครื่องเรือน ทำเสื่อ เชือก เป็นเชื้อเพลิงแทนถ่าน กะลามะพร้าวประดิษฐ์เป็นของใช้ต่าง ๆ เช่น ตุ๊กตา จานใส่สบู่ ส่วนเนื้อมะพร้าวแก่นำมาเคี่ยวทำน้ำมันมะพร้าวไว้ใช้เป็นเชื้อเพลิงจุดตะเกียงแทนน้ำมันก๊าด ใช้ทาผิวหรือแผลน้ำร้อนลวก หรือเป็นส่วนผสมของน้ำมันนวดกับยาสมุนไพรต่าง ๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก และรักษาบาดแผล

การขยายพันธุ์ : มะพร้าวปลูกเลี้ยงง่าย ขึ้นได้ดีในทุกสภาพพื้นที่ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด โดยนำผลแก่มาเพาะให้มีใบขึ้นสูงประมาณ 50 ซม. จึงนำมาปลูกลงดิน หมั่นดูแลอย่าให้มีแมลงกัดกินบริเวณยอดอ่อน ใส่ปุ๋ยบ้างปีละ 2 ครั้ง

นิเวศวิทยา : กระจายพันธุ์แถบตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ปลูกมากในประเทศเขตร้อน

มะดัน (Garcinia schomburgkiana Pierre)


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Garcinia schomburgkiana Pierre.

เป็นประเภทไม้ยืนต้น อายุหลายปี เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม

ใบ : รูปขอบขนาน ออกตรงข้ามกัน สีเขียวเข้มเป็นมัน

ดอก : ออกตามซอกใบ มีทั้งดอกเพศผู้และดอกสมบูรณ์เพศในต้นเดียวกัน สีชมพูเรื่อ มีกลีบดอก 4 กลีบ ผลิบานในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม

ผล : รูปรี สีเขียวเป็นมันฉ่ำน้ำ เมื่อสุกมีสีเหลืองอ่อน เนื้อนุ่ม ภายในมีเมล็ดรูปไข่แบน

ชื่อวงศ์ : GUTTIFERAE

ประโยชน์ : ยอดอ่อนมีรสเปรี้ยว กินเป็นผักสด ผลอ่อนใช้ปรุงอาหาร ให้รสเปรี้ยวแทนมะนาวหรือมะขามเปียก เช่น น้ำพริกมะดัน แกงส้ม ต้มยำ ยำต่าง ๆ หรือกินเป็นผลไม้จิ้มกับน้ำปลาหวาน กะปิ หรือนำมาแซ่อิ่ม ดองกินเป็นของว่างได้ มีมากช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม และเมษายนถึงมิถุนายน

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากแก้ไข้ที่มีผื่นคัน แก้ร้อนใน เปลือกต้นแก้ท้องเสีย ห้ามเลือด หรือใช้ล้างแผล ยอดอ่อนและผลเป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยฟอกเลือด ขับเสมหะ แก้โรคลักปิดลักเปิด ส่วนรกมะดัน (คือกิ่งก้านที่แตกเป็นกระจุกเล็ก ๆ ใต้พุ่มใบ) นำมาตากแห้งชงน้ำดื่ม แก้หวัด แก้ไข้ทับระดู ช่วยฟอกเลือด กัดเสมหะ ตามตำรายาพื้นบ้าน ใช้เปลือกต้นผสมกับต้นเล็บแมว ตับเต่าโคก กำแพงเจ็ดชั้น รากส้มลม และต้นกะเจียน ต้มน้ำดื่มแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย

การขยายพันธุ์ : มะดันชอบดินร่วน ระบายน้ำดี ชุ่มชื้น ตามริมน้ำ มีแสงแดดครึ่งวันถึงตลอดวัน ขยายพันธุ์ด้วยการแยกต้นที่แตกจากรากมาปลูกใหม่ หรือเพาะเมล็ด แต่โตช้า มั่นตัดแต่งทรงพุ่มอยู่เสมอจะให้ทรงพุ่มที่สวยงาม

นิเวศวิทยา : กระจายพันธุ์ในแถบคาบสมุทรมลายู พบตามป่าดิบแล้งริมน้ำหรือพื้นที่ชุ่มชื้นในทุกภาคของไทย

มะเขือส้ม (Wild tomato, Love apple)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Lycopersicon esculentum Mill.

เป็นมะเขือเทศพื้นบ้านชนิดหนึ่ง เป็นไม้พุ่ม อายุสั้น ลำต้นค่อนข้างทอดเลื้อย ทุกส่วนของต้นมีขนปกคลุม

ใบ : หยักเว้าลึกเป็นแฉก ช่อดอกออกที่ซอกใบ ดอกสีเหลือง กลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก เกสรสีเหลือง

ผล : กลม เป็นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. เนื้อนุ่ม มีหลายเมล็ด

ชื่อวงศ์ : Solanaceae

ประโยชน์ : มะเขือเทศเป็นผักที่นิยมกันมากในกลุ่มชาวเหนือและอีสาน ทั้งกินสดและนำมาประกอบอาหาร มีรสเปรี้ยวกว่ามะเขือเทศทั่วไป จึงนิยมใส่ในต้มยำ ส้มตำ และน้ำพริกอ่อง เพื่อเพิ่มความเปรี้ยวและช่วยให้อาหารมีรสชาติกลมกล่อมขึ้น ทั้งยังให้วิตามินเอที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

สรรพคุณทางสมุนไพร : มะเขือส้มมีไลโคปิน (lycopene) สารสีแดงที่ช่วยป้องกันมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจได้ โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ และส่วนปลายทวารหนัก ซึ่งจากการวิจัยพบว่า ไลโคปินมีมากบริเวณเนื้อเยื่อใต้ผิวเปลือก

การขยายพันธุ์ : มะเขือเทศชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด โดยนำเมล็ดจากผลสุกเต็มที่มาล้างเมือกลื่นออก จะช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น นำมาผึ่งในที่ร่มให้แห้ง หว่านเมล็ดลงดิน ประมาณ 10 วัน ต้นจะเริ่มงอก หลังปลูก 3 – 4 สัปดาห์จึงเริ่มผลิดอก ควรทำหลักไม้แล้วผูกยึดต้นให้ขึ้นสูงเรื่อย ๆ ต้นจะมีอายุยืนและไม่มีโรคแมลงมาก ควรเก็บผลเมื่อเริ่มสุกแดงเล็กน้อย จะเก็บไว้ได้นาน

ฟัก (winter melon)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Benincasa hispida (Thunb.) Cogn.

เป็นไม้เลื้อย มีลำต้นเลื้อยพัน ทุกส่วนมีขนหยาบปกคลุม มีมือเกาะแตกแขนง 2 – 3 แขนง

ใบ : หยักเว้าเป็นแฉก เรียงสลับกัน

ดอก : แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกบานขนาด 6 – 12 ซม. สีเหลือง ดอกเพศผู้มีอับเรณูสีเหลือง ก้านดอกยาว ดอกเพศเมียมีรังไข่อยู่ใต้วงกลีบ ก้านดอกสั้น

ผล : ทรงกระบอก ยาวได้ถึง 50 ซม. เมื่ออ่อนมีขนอ่อนปกคลุม พอแก่ผลแข็ง มีนวลสีขาวปกคลุม ภายในมีเมล็ดรูปไข่แบนจำนวนมาก

ชื่อวงศ์ : Cucurbitaceae

ประโยชน์ : ยอดอ่อนใช้ทำแกงเลียง แกงส้ม ผลใส่ในแกงเผ็ด มีเนื้อนุ่มเคี้ยวง่าย เหมาะกับผู้สูงอายุ ให้คุณค่าทางอาหารพอเพียง นิยมใช้ประกอบอาหารจีน ทั้งแกงจืด เป็ดตุ๋น ไก่ตุ๋น ผัดเผ็ดต่าง ๆ เพราะเชื่อว่าเป็นยาเย็น แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และช่วยลดไข้ได้ดี

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากต้มน้ำดื่มเป็นยาลดไข้ แก้กระหายน้ำ และถอนพิษ ใบตำพอกแก้ฟกช้ำบวมเนื่องจากแมลงกัดต่อย ผลต้มใส่น้ำตาลกรวดดื่มเป็นยาเย็น แก้ร้อนใน บำรุงร่างกาย เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ โดยเฉพาะฟักหอม (ผลกลม) จะมีกลิ่นหอมชื่นใจ เมล็ดเป็นยาระบาย ช่วยถ่ายพยาธิ ลดไข้ แก้ปวด บวมอักเสบ รักษาริดสีดวงทวาร ลำไส้อักเสบ ทางเดินปัสสาวะและไตอักเสบ บำรุงผิว

การขยายพันธุ์ : ฟักชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปฏิบัติเช่นเดียวกับการปลูกฟักทองและแตงโม แต่ใช้พื้นที่น้อยกว่า เพราะการปลูกฟักจำเป็นต้องทำค้างให้ต้นเลื้อยพันจึงจะให้ผลมาก

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในเกาะชวา ปลูกมากในเอเชีย

ไพล


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Zingiber montanum (Koenig) Link ex Dietr.

เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี เจริญเติบโตเช่นเดียวกับขิง มีเหง้าขนาดใหญ่ทอดเลื้อยใต้ดิน เนื้อเหง้าสีเหลืองอมเขียวและมีกลิ่นหอม ต้นสูงได้ถึง 1.50 เมตร

ใบ : รูปใบหอกแคบเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ปลายเรียวแหลม

ดอก : ช่อดอกออกจากเหง้าใต้ดินติดกับลำต้นเหนือดิน มีกลีบประดับ สีม่วงแดงเรียงซ้อนกันแน่น ปลายกลีบแหลม ภายในมีดอกย่อยสีเหลือง ทยอยบานจากโคนช่อไปยังปลายช่อ

ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae

ประโยชน์ : หน่ออ่อน เหง้าอ่อน และช่อดอกอ่อน กินเป็นผักสดหรือต้มจิ้มน้ำพริก โดยลอกกลีบประดับและดอกที่บานแล้วออก แกะเฉพาะดอกภายในกินกับน้ำพริก อาหารรสจัด หรือซอยใส่ในแกงเผ็ดต่าง ๆ ส่วนใบอ่อนกินสดร่วมกับอาหารเช่นกัน ช่วยดับกลิ่นคาวและทำให้เจริญอาหาร มีเฉพาะในช่วงฤดูฝนเท่านั้น

สรรพคุณทางสมุนไพร : เหง้าช่วยขับระดูให้หญิงหลังคลอด แก้เหน็บชา แก้ปวดท้อง ช่วยขับลมในกระเพาะ แก้ท้องเสีย สำไส้อักเสบ แก้ปวดฟัน โรคผิวหนัง ใช้ทาแผลป้องกันการติดเชื้อ ช่วยสมานแผล แก้เลือดกำเดาไหล ปัจจุบันมีการผลิตเป็นครีมสำหรับทาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ใบแก้ไข้ ดอกแก้ช้ำใน ช่วยขับระดู นอกจากนี้ชาวไทยทรงดำ (ลาวโซ่ง) บดเหง้าแห้งเป็นผง ชงน้ำดื่มบำรุงเลือด หรือตำผสมกับสุราทาแก้ปวดขา พอกแก้ฟกช้ำ แก้สิว หรือหั่นเป็นแว่นร้อยข้อมือเด็กเพื่อกันผี

การขยายพันธุ์ : ไพลชอบดินปนทราย ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดครึ่งวัน นิยมขยายพันธ์ในฤดูร้อนถึงฤดูฝน โดยการแยกเหง้าที่มีรากติดมาปลูก ตัดลำต้นเหนือดินทิ้ง วางให้ด้านที่แตกหน่อตั้งขึ้น กลบดินให้พอแน่น รดน้ำสม่ำเสมอ ถ้าต้องการนำเหง้ามาใช้ประโยชน์ควรขุดหลังจากปลูกแล้ว 10 เดือน

นิเวศวิทยา : กระจายพันธุ์ในเขตร้อนของเอเชีย

ฟักข้าว (Spiny Bitter Gourd, Sweet Gourd, Cochinchin Gourd)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Momordica cochinchinensis (Lour.) Spreng.

เป็นไม้เลื้อย อายุหลายปี เถาขนาดใหญ่และมีเนื้อไม้

ใบ : รูปหัวใจ ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นสามพู ปลายหยักแหลม โคนใบติดกับก้านใบมีต่อมสีเขียว 2 ต่อม มีมือจับออกจากซอกก้านใบ

ช่อ : ดอกออกที่ซอกใบปลายยอด เป็นดอกแยกเพศอยู่ต่างต้นกัน ดอกสีเหลือง โคนกลีบมีแต้มสีน้ำตาลคล้ำ ดอกบานขนาด 8 – 10 ซม. ใบประดับรูปไข่มีขนยาวปกคลุมหนาแน่น ดอกเพศเมียมีรังไข่รูปรีและปกคลุมด้วยหนาม

ผล : รูปไข่ ขนาด 7 – 10 ซม. มีหนามแข็งปกคลุมรอบ เมื่อสุกมีเนื้อนุ่ม สีส้มถึงแดงสด เนื้อในสีแดงอมส้ม เมล็ดรูปไข่แบน

ชื่อวงศ์ : Cucurbitaceae

ประโยชน์ : นำยอดและผลอ่อนมาลวก ต้ม นึ่งจิ้มน้ำพริก หรือใส่ในแกงแค แกงส้ม แกงเลียง หรือนำผลมาฝานเป็นชิ้น ต้มกับกะทิ กินกับน้ำพริก รสขม มีให้กินตลอดปี ให้ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินซี และโปรตีนสูง ชาวลาวเรียกว่า “เก๊ก” นิยมนำเนื้อสีแดงในผลสุกมาผสมคลุกเคล้ากับข้าวเหนียว ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วนำไปหุง ข้าวเหนียวจะมีสีแดงอมส้มสวยสด กินกับขนมต่าง ๆ ได้อย่างเพลิดเพลิน

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากและใบใช้ถอนพิษไข้ หรือนำรากมาแช่น้ำ ใช้สระผม แก้ผมร่วงและฆ่าเหา ใบใช้เป็นส่วนผสมในยาเขียว หรือนำมาตำพอกแก้ปวดหลัง ปวดกระดูก เมล็ดช่วยบำรุงปอด แก้ไอ ขับปัสสาวะ แก้หูด วัณโรค และริดสีดวงทวาร

การขยายพันธุ์ : ฟักข้าวชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดจัด ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือปักชำกิ่งแก่ ต่อมาจึงแตกรากและเจริญเติบโตต่อไปได้ ระยะแรกควรปลูกในที่ร่ม เมื่อต้นตั้งตัวได้จึงย้ายปลูกลงดิน ควรทำค้างที่แข็งแรงให้เลื้อยพัน เนื่องจากเถามีขนาดใหญ่ และควรปลูกมากกว่าหนึ่งต้น เพื่อให้ได้ทั้งต้นเพศผู้และเพศเมีย หมั่นเก็บยอดกินอยู่เสมอ จะได้ทั้งยอดและผลกินอย่างแน่นอน

นิเวศวิทยา : กระจายพันธุ์ในประเทศเขตร้อน พบตามป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาคของไทย