โพศรีมหาโพ (Bodhi Tree, Sacred Fig, Pipal)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Ficus religiosa L.

เรือนยอดแผ่กว้าง แตกกิ่งต่ำ ปลูกเป็นไม้ให้ร่มริมถนนริมน้ำ มักปลูกในวัด มีปัญหาเรื่องระบบรากชอนไชพื้น และผลร่วง ไม้ต้นผลัดใบ ขนาดใหญ่ สูง 20-30 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลหรือสีเทาอมชมพู เรียบหรือแตกเป็นสะเก็ด ทุกส่วนที่มีชีวิตมีน้ำยางสีขาวคล้ายน้ำนม

ใบ : เดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบเกลี้ยง ปลายใบยาวคล้ายหาง ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นฐานใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ปลายกิ่งมีหูใบเป็นติ่งแหลม

ดอก : ขนาดเล็ก แยกเพศติดอยู่ภายในฐานรองดอกที่มีรูปร่างกลมคล้ายผล

ผล : เป็นหน่วยผล เกิดตามซอกใบเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5-0.8 ซม. เมื่อสุกสีม่วงดำ ออกดอกและเป็นผลตลอดปี

ชื่อวงศ์ : Moraceae

สรรพคุณทางสมุนไพร : เปลือกไม้ต้นต้มกินแก้โรคหนองใน ยอดอ่อนแก้โรคผิวหนัง หน่วยผลเป็นยาระบาย

ต้นไม้สัญลักษณ์ : เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดปราจีนบุรี และเป็นไม้สำคัญทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ใต้ต้นโพ

การขยายพันธุ์ : ปักชำ ตอนกิ่ง และเพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดที่อินเดียว เป็นไม้กลางแจ้ง ขึ้นได้ในดินทุกชนิด

ปีบ (Cork Tree, Indian Cork Tree)

 

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Millingtonia hortensis L.f.

ชื่ออื่น กาสะลอง

ไม้ต้นผลัดใบ ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 5-20 เมตร เหลืองต้นหนาคล้ายไม้คอร์ก สีเทาหรือน้ำตาลอ่อน แตกเป็นสะเก็ดหรือเป็นร่องลึกตามยาวลำต้น

ใบ : ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงตามข้ามสลับตั้งฉาก ใบย่อยรูปไข่แกมรูปใบหอกขอบใบเรียบหรือจักฟันเลื่อยห่าง ๆ ปลายใบเรียวแหลม

ดอก : ออกเป็นช่อขนาดใหญ่ที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว โคนกลีบเชื่อติดกันเป็นหลอด ดอกบานตอนเย็น มีกลิ่นหอม ออกดอกเดือนกันยายน-พฤศจิกายน

ผล : เป็นฝักแบน ยาว 20-30 ซม. ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดมีปีก ไม่โตเร็ว เรือนยอดโปร่งแผ่กว้าง ดอกมีกลิ่นหอม มักปลูกเป็นไม้ประดับบริเวณที่พักอาศัย และตามริมถนน

ชื่อวงศ์ : Bignoniaceae

ประโยชน์ : เปลือกต้นใช้แทนไม้คอร์กทำจุกขวด เนื้อไม้ทำเครื่องเรือน

สรรพคุณทางสมุนไพร : ดอกบำรุงกำลัง แก้ลม และนำมามวนสูบเป็นยาแก้หืดหอบ, รากใช้บำรุงปอด

ต้นไม้สัญลักษณ์ : ต้นไม้ประจำจังหวัดพิษณุโลก

การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด และชำเหง้า

นิเวศวิทยา : พบขึ้นตามป่าผสมผลัดใบและป่าดิบแล้ง ขึ้นได้ดีในดินร่วนและระบายน้ำได้ดี

นนทรี (Copper Pod, Yellow Flame)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Peltophorum pterocarpum (DC.) Backer ex K.Heyne

ไม้ต้นผลัดใบ ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 8-15 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา เปลือกเรียบหรือแตกแบบรอยไถ กิ่งก้านและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุม

ใบ : ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ใบย่อยขนาดเล็ก 8-20 คู่ ท้องใบมีขนสีน้ำตาลแดง

ดอก : ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง ช่อดอกตั้งขึ้น ดอกสีเหลืองกลิ่นหอมออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม

ผล : เป็นผักแบน รูปขอบขนานแกมรูปใบหอก หรือ รูปโล่ ฝักแก่สีน้ำตาลดำ

คุณค่าทางภูมิสถาปัตยกรรม : ไม้โตเร็ว เรือนยอดเป็นรูปร่มหรือรูปทรงกลมกลายๆ แตกกิ่งต่ำ

ชื่อวงศ์ : Leguminosae – Caesalpinioideae

ประโยชน์ : เนื้อไม้ใช้ทำฝา เครื่องตกแต่งบ้าน ปลูกเป็นไม้ประดับและไม้ให้ร่มในสนาม ริมถนนและที่จอดรถ

สรรพคุณทางสมุนไพร : เปลือกไม้มีรสฝาด รับประทานเป็นยา ขับลมและแก้ท้องร่วง

ต้นไม้สัญลักษณ์ : เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดนนทบุรี และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : พบขึ้นตามป่าชายหาด ป่าผสมผลัดใบ เป็นไม้ทนเค็ม ขึ้นได้ในดินทุกประเภท

ต้นไกร (Glabrous Fig, Pakhuri)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Ficus concinna Miq.

ไม้ต้นผลัดใบ ขนาดกลาง สูง 10-15 เมตร เปลือกต้นสีเทาเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ด ทุกส่วนที่มีชีวิตมีน้ำยางสีขาวคล้ายน้ำนม

ใบ : เดี่ยว เรียงสลับแผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง เกลี้ยง ปลายใบมน แหลมหรือเป็นติ่งหนามปลายกิ่งมีหูใบเป็นติ่งแหลม

ดอก : ขนาดเล็ก แยกเพศ ติดอยู่ภายในฐานรองดอกที่มีรูปร่างกลมคล้ายผล

ผล : เป็นหน่วยผล เกิดตามซอกใบ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5-1 ซม. ก้านหน่วยผลยาว 0.8-1 ซม. ผิวหน่วยผลมีสะเก็ดสีน้ำตาลกระจายทั่วไปเมื่อสุกสีเหลืองอมส้ม สีเทาอมม่วง หรือสีม่วงเข้ม ออกดอกและเป็นผลช่วงเดือนตุลาคม-มกราคม

คุณค่าทางภูมิสถาปัตยกรรม : เรือนยอดกลมแผ่กว้างแตกกิ่งต่ำปลูกเป็นไม้ให้ร่มริมถนน ริมน้ำ มีปัญหาเรื่องระบบรากชอนไชพื้น และผลร่วง

ชื่อวงศ์ : Moraceae

ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ และนำมาทำบอนไซ

สรรพคุณทางสมุนไพร : เปลือกต้น ยาชงใช้ลดน้ำตาลในเลือด ใช้แก้ท้องเดินแก้บิด , ยาง แก้ท้องเดิน ใช้แก้บิด, ผล ใช้รับประทานได้, เมล็ด เป็นยาเย็นและยาบำรุง

ต้นไม้สัญลักษณ์ : เป็นต้นไม้มงคลประเภทหนึ่งในคติของพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 33 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 25 กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 27 พระนามว่า “พระกัสสปพุทธเจ้า” ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 7 วัน จึงได้ประทับตรัสรู้ ณ ควงไม้นิโครธ จึงมักปลูกไว้ตามศาสนสถานและสวนสาธารณะต่าง ๆ เพื่อเป็นร่มเงาและเป็นที่พักพิงแก่สัตว์ต่าง ๆ

การขยายพันธุ์ : ปักชำ ตอนกิ่ง และเพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดีย, ศรีลังกา และปากีสถาน และแพร่กระจายทั่วไปในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักขึ้นตามริมน้ำในป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น ขึ้นได้ดีในดินทั่วไป ปลูกได้ในที่แสงแดดจัด

ราชพฤกษ์ (Golden shower)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Cassia fistula L.

ชื่ออื่น : กานส์ คูน

ไม่ต้นผลัดใบ ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 5-15 เมตร เปลือกต้นสีเทาปนน้ำตาล เรียบหรือแตกเป็นสะเก็ด

ใบ : ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ มีใบย่อย 3-8 คู่ ใบย่อยรูปรี รูปไข่ รูปขอบขนานแกมรูปไข่หรือรูปใบหอกแกมรูปไข่ กว้าง 4-7 ซม.

ดอก : ออกเป็นช่อรูปทรงกระบอกยาวห้อยลง เกิดตามกิ่งหรือปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลือง ออกเดือน กุมภาพันธ์-เมษายน

ผล : เป็นฝักรูปทรงกระบอก ยาว 20-60 ซม. ฝักแก่สีดำ

คุณค่าทางภูมิสถาปัตยกรรม : เรือนยอดรูปไข่หรือรูปร่มคอนข้างทึบนิยมปลูกเป็นไม้ดับริมถนน หรือตามอาคาร ไม่ควรปลูกเป็นจำนวนมากในที่เดียวกันเพราะมักมีปัญหาเรื่องแมลงเจาะทำลายลำต้นและกิ่ง

ชื่อวงศ์ : Leguminosae – Caesalpinioideae

ประโยชน์ : เนื้อไม้ใช้ทำเสา สากตำข้าว เสาหลักเมือง เนื้อไม้และเปลือกให้น้ำใช้ฟอกหนัง เนื้อในฝัก ดอกและใบเป็นยาระบาย ยอดอ่อนและช่อดอกกินเป็นผักสดกับน้ำพริก แนมอาหารรสจัดต่าง ๆ ใส่ในแกงส้ม ใช้ทำส้มตำ ยำ ใส่ในไข่เจียว หรือผัดกับไข่ ยอดอ่อนมีรสฝาดมัน ดอกมีรสเปรี้ยวเล็กน้อย อาจนำมาดองกินหรือเก็บดอกตากแห้งใช้ชงน้ำดื่มแก้กระหาย และเนื้อในฝักรสหวานกินเป็นอาหารได้

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากใช้เป็นยาระบาย ช่วยขับพยาธิ แก้กลากเกลื้อนและแก้ไข้ เปลือกต้นมีสารแทนนินสูง ใช้แก้ท้องเสีย ช่วยสมานแผล แก้ไข้ และลดอาการปวดบวม ใบและดอกใช้เป็นยาระบาย แก้ฝีเม็ดผื่นคัน แก้ไข้ เนื้อในฝักใช้เป็นยาระบายได้เช่นกัน แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ฟกช้ำ และแก้กระษัย นอกจากนี้เปลือกต้น เนื้อไม้และผลยังใช้เป็นสีย้อม ให้สีเหลือง ส่วนเปลือกใช้ฟอกหนัง เนื้อไม้ใช้ทำเสา สากตำข้าว ล้อเกวียน คานเกวียน และคันไถ

ต้นไม้สัญลักษณ์ : พันธุ์ไม้ประจำชาติไทย และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

การขยายพันธุ์ : ราชพฤกษ์ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดตลอดวัน โตเร็ว ทนแล้งได้ดี แต่ไม่ทนน้ำท่วมขัง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดประมาณ 2 ปี ต้นจึงเริ่มออกดอก ถ้าปลูกในพื้นที่ชุ่มชื้นตลอดปีจะไม่ค่อยออกดอก ควรระวังหนอนเจาะลำต้น อาจทำให้ต้นตายได้

นิเวศวิทยา : พบขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าผสมผลัดใบ เป็นพืชทนแล้ง ขึ้นได้ในดินทั่วไปที่ระบายน้ำได้ดี

หูกวาง (Bengal Almond, Indian Almond)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Terminalia catappa L.

เป็นไม้ยืนต้นประเภทผลัดใบ มีความสูงประมาณ 8-15 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ด

ใบ : เดี่ยว เรียงเวียนเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง ในรูปไข่กลับปลายใบเป็นติ่งแหลมสั้น ๆ ฐานใบสอบเรียว ใบร่วงสีแดง

ดอก : ขนาดเล็ก สีขาวออกเป็นช่อหางกระรอกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ออกดอก 2 ครั้งต่อปีคือ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน และ สิงหาคม-ตุลาคม

ผล : รูปรีหรือรูปกระสวย แบนเล็กน้อยเมื่อแก่สีน้ำตาลดำ คุณค่าทาง

ภูมิสถาปัตยกรรม : เรือนยอดโปร่งแผ่นกว้าง กิ่งแตกเป็นวงรอบลำต้นเป็นชั้น ๆ คล้ายฉัตร นิยมปลูกเป้นไม้ให้ร่มตามสนามหญ้าและริมถนน ไม่ควรปลูกใกล้ลานพื้นแข็งเนื่อจากปัญหาเรื่องรากดันพื้นแตก

ชื่อวงศ์ : Combretaceae

ประโยชน์ : เปลือกต้นใช้ฟอกหนังสัตว์ เนื้อในของเมล็ดรับประทานได้ และให้น้ำมันคล้ายน้ำมันอัลมอนด์

สรรพคุณทางสมุนไพร : เปลือกต้นและผลใช้แก้ท้องเสีย

ต้นไม้สัญลักษณ์ : ต้นไม้ประจำจังหวัดตราด

การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : พบขึ้นตามป่าชายหาด เป็นไม้ทนดินเค็ม และขึ้นได้ในดินทุกชนิด