ไทรย้อย (Maclelland Fig)

 

 

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Ficus maclellandii king

ไม่ต้นไม่ผลัดใบ ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 10-25 เมตร เปลือกต้นสีเทาปนน้ำตาล เปลือกเรียบและมีช่องอากาศกระจายทั่วไป ทุกส่วนที่มีชีวิตมีน้ำนางสีขาวคล้ายน้ำนม

ใบ : เดี่ยวเรียงเวียน รูปขอบขนานแกมรูปรี ปลายใบเรียวแหลมแผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง หลังใบสีเขียวเข้ม ปลายกิ่งมีหูใบเป็นติ่งแหลม

ดอก : ขนาดเล็ก แยกเพศ ติดอยู่ภายในฐานรองดอกที่มีรูปร่างคล้ายผล ไม่มีกลีบดอก ออกดอกเกือบตลอดปี

ผล : เป็นหน่วยผล เกิดตามซอกใบ รูปร่างค่อนข้างกลม เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 0.5-1 ซม. ผิวหน่วยผลมีขนสั้นๆ กระจายทั่วไป ผลสีเขียวและเปลี่ยนเป็นเหลืองและแดงเมื่อแก่ คุณค่าทาง

ภูมิสถาปัตยกรรม : เรือนยอดเป็นพุ่มกลมแน่นแผ่กว้าง มีรากอากาศห้อยย้อยตามกิ่งและลำต้น นิยมปลูกเป็นไม้ให้ร่มเงาตามริมถนนและตามสวนสาธารณะมีปัญหาเรื่องรากชอนไชพื้น

ชื่อวงศ์ : Moraceae

ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับและทำบอนไซ

สรรพคุณทางสมุนไพร : ราก แก้ปวด แก้ฝีพุพอง แก้นิ่ว, รากอากาศ แก้ขัดเบา ไตพิการ (โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ มีปัสสาวะขุ่นข้น เหลืองหรือแดง มักมีอาการแน่นท้อง กินอาหารไม่ได้) แก้กษัย (อาการป่วยที่เกิดจากหลายสาเหตุ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ซูบผอม โลหิตจาง ปวดเมื่อย), เปลือกของลำต้น สมานแผล ท้องเดิน แก้บวม ทาแผลฟกช้ำ ดอก แก้ท้องเสีย แก้บวม, ผล แก้ท้องเสีย แก้ฝีพุพอง, ยาง ฆ่าพยาธิ ใส่บาดแผล แก้มะเร็ง

ต้นไม้สัญลักษณ์ : เป็นต้นไม้ประจำกรุงเทพมหานคร และมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ และคนไทยเชื่อว่า ปลูกต้นไทรไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข จนมีคำโบราณกล่าวว่า “ร่มโพธิ์ร่มไทร” นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันคุ้มครองภัยอันตรายทั้งปวงเพราะบางคนเชื่อว่าต้นไทรเป็นต้นไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีเทพารักษ์อาศัยอยู่คอยพิทักษ์คุ้มครองปวงชนให้มีความอยู่เย็นเป็นสุข เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อยู่อาศัยควรปลูกต้นไทรไว้ทางทิศตะวันตก และผู้ปลูกควรปลูกในวันอังคาร เพราะเชื่อว่าการปลูกต้นไม้เพื่อเอาประโยชน์ทางใบให้ปลูกในวันอังคาร

การขยายพันธุ์ : ปักชำ และเพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : พบได้ในป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น และป่าเขาหินปูนควรปลูกในที่แสงแดดจัด ขึ้นได้ดีในดินทั่วไป

ตะแบกนา (Crepe Myrtle)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Lagerstroemia floribunda Jack

ไม่ต้นผลัดใบ ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงได้ถึง 20 เมตร เปลือกต้นสีเทาหรือเทาปนขาว แตกเป็นสะเก็ดและหลุดล่อน

ใบ : เดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเกือบตรงข้าม ปลายเส้นแขนงใบจรดกับเส้นถัดไปก่อนถึงขอบใบ ใบอ่อนสีแดงและมีขนใบแก่เกลี้ยง

ดอก : ออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง กลีบดอกยับย่น สีม่วงปนชมพู ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีขาว ออกดอกเดือนมิถุนายน-ตุลาคม

ผล : ผลแห้งแตกกลางพู แตกเป็น 6 เสี่ยง ผลรูปร่างรี มีขนปกคลุมประปราย

คุณค่าทางภูมิสถาปัตยกรรม : โคนต้นมักเป็นพูพอน เรือนยอดเป็นพุ่มกลมหรือรูปไข่ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในสวน สาธารณะ และริมถนน ให้ดอกสวยงาม

ชื่อวงศ์ : Lythraceae

ประโยชน์ : เนื้อไม้ละเอียดแข็ง ใจกลางมักเป็นโพรง ใช้ทำสิ่งปลูกสร้างที่รับน้ำหนัก เสา กระดานพื้น และเครื่องมือการเกษตร และนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
สรรพคุณทางสมุนไพร : รากต้นกินเป็นยาแก้ปวดกล้ามเนื้อ เปลือกชมดื่มแก้ท้องร่วง

ต้นไม้สัญลักษณ์ : เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสระบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : พบทั่วไปในป่าผสมผลัดใบชื้น ป่าดิบ ป่าบุ่งทามทั่วทุกภาคของประเทศ เป็นพืชทนแล้ง ควรปลูกในดินร่วนและสีแสงแดดจัด

ชมพูพันธุ์ทิพย์ (Pink Trumpet)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Tabebuia rosea (Bertol) DC.

ไม่ต้นผลัดใบ ขนาดกลาง สูง 10-20 เมตร

ใบ : ใบประกอบแบบนิ้วมือเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก มี 5 ใบย่อย ปลายใบเรียวแหลม

ดอก : ออกเป็นช่อกลีบดอกสีชมพู เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกกันเป็น 5 แฉกเส้นผ่าศูนย์กลางดอกบานประมาณ 3 ซม. ออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน

ผล : เป็นฝักกลมแบน ยาว 10-15 ซม. เมล็ดมีปีก

ชื่อวงศ์ : Bignoniaceae

ประโยชน์ : เนื้อไม้สีเหลืองอ่อนสวยนำมาทำเฟอร์นิเจอร์เติบโตเร็ว

ต้นไม้สัญลักษณ์ : เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์

การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ซึ่งงอกง่ายและมีอัตราเจริญโตเร็ว

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ นำเข้ามาปลูกเป็นไม้ประดับทั่วประเทศ

กระถินณรงค์ (Auri)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Acacia auriculaeformis A. ex Benth.

ไม่ต้นไม่ผลัดใบ ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 25 เมตร เปลือกต้นสีเทา แตกเป็นร่องตามยาว

ใบ : ใบจริงเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น จะพบในระยะที่เป็นต้นกล้าเท่านั้นและจะหลุดร่วงไป เหลือแต่ก้านใบซึ่งเปลี่ยนรูปร่างไป เพื่อทำหน้าที่แทนใบ รูปขอบขนานหรือรูปเคียว เรียวหัวเรียวท้าย เนื้อหนาคล้ายแผ่นหนังสีเขียวเข้ม เกลี้ยงเป็นมัน

ดอก : ออกเป็นช่อกระจะรูปทรงกระบอกคล้ายหางกระรอกออกตามซอกใบ ดอกขนาดเล็ก สีเหลือง มีกลิ่มหอม ออกดอกตลอดปี

ผล : เป็นฝักแบน บิดม้วนงอ เมื่อแก่จะแตกออก ภายในมีเมล็ดสีดำเป็นมัน ก้านเมล็ดเป็นเส้นสีส้ม คุณค่าทางสถาปัตยกรรม เป็นไม้โตเร็ว เรือนยอดแผ่กว้าง รูปร่างไม่แน่นอน แตกกิ่งก้านห้อยย้อยลง เหมาะสำหรับปลูกเป้นไม้ประดับและไม้ให้ร่มตามริมถนน

ชื่อวงศ์ : Leguminosae – mimosoideae

ประโยชน์ : เนื้อไม้ใช้เผาถ่าน ทำเฟอร์นิเจอร์ สามารถปลูกเป็นสวนป่า หรือปลูกเป็นไม้สำหรับฟื้นฟูดินที่มีสภาพเสื่อมโทรมได้ดี

การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ปักชำ และตอนกิ่ง

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในทุ่งหญ้าของประเทศปาปัวนิวกินี ไปจนถึงเขตทางเหนือในออสเตรีย เป็นไม้ทนดินเค็มและทนต่อสภาพน้ำท่วมขังได้ดี

มะยม (Gooseberry Tree, Star Gooseberry)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus acidus (L.) Skeels

ภาคอีสานเรียกว่า หมากยม ภาคใต้เรียกว่า ยม ไม่ต้นผลัดใบ ขนาดเล็กสูง 8-10 เมตร เปลือกต้นสีเทา มีปุ่มขนาดเล็กกระจายทั่วไป

ใบ : เดี่ยว เรียงสลับบนกิ่งเล็กๆ ซึ่งเรียงเวียนเป็นกระจุก แต่ละก้านมีใบย่อย 20 – 30 คู่ ใบรูปขอบขนานกลมหรือค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนปลายใบแหลม ฐานใบกลมหรือมน ขอบใบเรียบ

ดอก : ออกเป็นช่อกระจุกเล็ก ๆ ตามกิ่งและลำต้น ดอกแยกเพศแต่อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกสีเขียวอ่อนหรือสีชมพูอมแดง ออกดอกตลอดปี

ผล : สีเหลืองอมเขียว รูปร่างกลมแป้นขนาด 1-2 ซม. มีเนื้อฉ่ำน้ำ คุณค่าทางภูมิสถาปัตกรรม: แตกกิ่งแผ่กว้าง เรือนยอดโปร่ง ปลูกเป็นไม้ผลและไม้มงคลตามบ้าน เมล็ดรูปร่างกลม แข็ง สีน้ำตาลอ่อน 1 เมล็ด

ข้อควรระวัง  รากมะยมมีพิษ  ใช้เป็นยาเบื่อสัตว์ได้  โดยตำผสมกับอาหาร  ถ้าคนกินจะเกิดอาการเมา  คลื่นเหียนอาเจียนได้

เกร็ด  มะยมเป็นไม้มงคลที่ควรปลูกในทิศตะวันตก  จะทำให้มีคนนิยมชมชอบ  มีเมตตามหานิยม  ในงานพิธีต่าง ๆ มักนำใบมะยมมามัดรวมกันและใช้ประพรมน้ำมนต์  ถ้ารูดใบออกให้เหลือแต่ก้านก็ตีเจ็บนักแล  บ้างก็ใช้ในพิธีทางไสยศาสตร์เพื่อให้คนรักใคร่  โดยนำเนื้อไม้มะยมมาแกะสลักเป็นตุ๊กตาเล็ก ๆ คู่กับตุ๊กตาที่ทำจากไม้รัก  ใส่ในขวดเล็ก ๆ แช่น้ำมันจันทน์  แล้วนำมาปลุกเสก

ชื่อวงศ์ : Euphorbiaceae

ประโยชน์ : ยอดอ่อนที่มีสีแดงเรื่อมีรสฝาดมัน กินกับน้ำพริก ส้มตำ ลาบ อาหารรสจัดต่าง ๆ หรือนำมาชุบแป้งทอด ให้ฟอสฟอรัสและวิตามินซีสูง ชาวญวนใช้ใบมะยมสดมาห่อแหนมก่อนห่อด้วยใบตอง เพราะทำให้มีรสเปรี้ยวช้า เก็บได้นานโดยไม่ต้องแช่ตู้เย็น ส่วนผลมีในช่วงปลายฤดูหนาวเข้าฤดูร้อน ใช้ปรุงอาหารเพื่อเพิ่มรสเปรี้ยว เช่น แกงคั่ว หรือใส่ในส้มตำแทนมะละกอ และกินเป็นผลไม้ ถ้ามีมาก นำมาเชื่อม ดอง กวน ทำแยม กินเป็นขนม หรือทำเครื่องดื่ม ให้แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ และวิตามินซีพอสมควร

สรรพคุณทางสมุนไพร : ส่วนต่างๆนำมาปรุงเป็นยาได้ ดอก นำมาต้ม กรองเอาแต่น้ำ ใช้ล้างตาได้ ผลทั้งดิบและสุก รสเปรี้ยว รับประทานแก้ไอ บำรุงโลหิต และระบายท้อง ใบสด ต้มเอาแต่น้ำดื่ม ขับเสมหะ บำรุงประสาท และหากนำใบสดมาต้มรวมกับหมากผู้หมากเมียและใบมะเฟือง ใช้แก้หวัด เปลือกต้นสด ต้มเอาน้ำดื่ม แก้ไข้ทับระดู หรือเอามาต้มน้ำอาบแก้ผดผื่นคัน รากสด ต้มเอาน้ำดื่ม แก้โรคผิวหนัง ขับน้ำเลหือง

ต้นไม้สัญลักษณ์ : คำว่า “ยม” ของต้นมะยมเป็นคำพ้องรูป พ้องเสียง มีความหมายแปลว่า “นิยม” มะยมจึงเป็นต้นไม้ที่มีชื่อเป็นมงคล คนโบราณนิยมปลูกต้ยมะยมเพราะเชื่อว่าปลูกแล้วจะมีคนนิยมชมชอบ ในตำราพรหมชาติฉบับหลวงระบุว่า คสรปลูกต้นมะยมไว้ทางทิศตะวันตกของบ้านจะช่วยป้องกันผีร้ายไม่ให้มารบกวน บางตำรากล่าวว่าปลูกทางทิศใต้ของบ้านก็ได้ แต่ควรเป็นหน้าบ้านเพื่อให้คนนิยมชมชอบ ที่เป็นเช่นนี้เพราะต้นมะยมมีผลดกมาก น่าชมน่ามอง

การขยายพันธุ์ : มะยมชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดตลอดวัน ทนแล้งได้ดี แต่ไม่ทนน้ำท่วมขัง ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่งหรือเพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : เชื่อกันว่าเป็นพืชพื้นเมืองของมาดากัสการ์ ปัจจุบันปลูกทั่วไปในประเทศเขตร้อน เติบโตได้ดีทุกชนิด แต่ชอบดินร่วน น้ำไม่ท่วมขัง

มะเฟือง (Carambola)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Averrhoa carambola L.

ไม่ต้นไม่ผลัดใบ ขนาดเล็ก สูง 3-10 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลแดงหรือสีน้ำตาลเข้ม เรียบหรือเป็นตุ่มขรุขขะ กิ่งอ่อนมีขมสั้นนุ่มสีสนิมปกคลุม

ใบ : ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มี 5-13 ใบย่อย ใบอ่อนสีม่วงแดง

ดอก : ออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบ กิ่งและลำต้น กลีบดอกสีม่วงอมชมพู ออกดอกตลอดปี

ผล : เป็นผลสด รูปรีหรือรูปขอบขนาน ยาว 5-15 ซม. ผิวเกลี้ยงเป็นมัน หยักลึกตามยาวเป็นเฟือง 5-6 เฟือง หน้าตัดผลเป็นรูปดาว ผลแก่สีเหลืองอมส้มหรือเหลืองอมเขียว เนื้อผลฉ่ำและกรอบ

ชื่อวงศ์ : Oxalidaceae

ประโยชน์ : ยอดอ่อนสีแดงกินเป็นผักสดกับน้ำพริก อาหารรสจัดต่าง ๆ หรือใส่ในแกงส้ม รสฝาดอมเปรี้ยว ผลแก่ใช้ยำหรือฝานเป็นแว่นกินกับแหนมเนือง กินเป็นผลไม้ คั้นเป็นเครื่องดื่มน้ำมะเฟือง ช่วยให้ชุ่มคอ และมีวิตามินซีสูง ต่างประเทศนำผลมาใส่ในจานสลัดหรือใช้ตกแต่งจานอาหาร หรือทำขนม

สรรพคุณทางสมุนไพร : แก่นและรากต้มกินแก้ท้องร่วง แก้ปวดเมื่อย ใบแก้ไข้หวัด ขับปัสสาวะ หรือบดละเอียดทาบริเวณที่เป็นอีสุกอีใส ผลลดการอักเสบบวม ช่วยขับปัสสาวะ ขับระดู ใช้สระผมช่วยบำรุงเส้นผม น้ำคั้นจากผลมะเฟืองและตะลิงปลิงใช้ลบรอยเปื้อนบนมือ เสื้อผ้า และของใช้ต่าง ๆ ได้ดี เมล็ดแก้ปวด ตำรายาจีนกล่าวว่า ผลช่วยลดไข้ ล้างพิษ และช่วยให้อสุจิแข็งแรง แต่ผลมะเฟืองมีกรดออกซาลิกค่อนข้างสูง ไม่ควรกินติดต่อกันนาน เพราะจะทำให้เป็นฝ้า และไม่ควรกินขณะมีประจำเดือน สตรีมีครรภ์ก็แท้งได้

การขยายพันธุ์ : มะเฟืองชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดส่องครึ่งวันเช้าหรือตลอดวัน นิยมขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งมากกว่าเพาะเมล็ด เพราะสามารถให้ผลภายใน 2 – 5 เดือน หลังปลูกลงดิน แต่ต้นที่ได้จะแผ่เป็นพุ่มกว้าง ส่วนต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะสูง

นิเวศวิทยา : น่าจะมีถิ่นกำเนิดในแถบศรีลังกาและหมู่เกาะโมลุกะ ปัจจุบันปลูกทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควรปลูกในที่แสงแดดจัด และดินระบายน้ำได้ดี การแก้ร้อนใน ดับกระหาย ลดความร้อนภายในร่างกายถอนพิษก็ได้ แต่อาจมีโอกาสเป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้ เนื่องจากสารออกซาเลตในมะเฟืองที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก จะไปจับตัวกับแคลเซียมตกเป็นผลึกในไต และยังทำให้เกิดอาการไตวายเฉียบพลันได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับภาวะการขาดน้ำของร่างกายด้วย

จำปี (White Chempaka)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Michelia alba DC.

ไม้ต้นไม่ผลัดใบ ขนาดกลาง สูงได้ถึง 20 เมตร เปลือกต้นสีเทาหรือสีน้ำตาลอ่อน มีช่องอากาศและรอยแผลใบกระจายทั่วไป

ใบ : เดี่ยว เรียงสลับในรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้าง 4-9 ซม. ใบเกลี้ยง ก้านใบมีรอยแผลเป็นของหูใบ

ดอก : ออกเดี่ยวๆ ตามซอกใบ ดอกขนาดใหญ่ มีกลีบดอกจำนวนมาก สีขาวนวล กลิ่นหอมเย็น ดอกตูมรูปกระสวย ออกดอกตลอดปี

ผล : เป็นผลกลุ่ม โดยทั่วไปต้นที่ปลูกมักไม่ติดผล

คุณค่าทางภูมิสถาปัตยกรรม : เรือนยอดรูปพีระมิด แน่นทึบปลูกเป็นไม้ประดับและไม่ให้ร่มตามอาคารบ้านเรือน สวยสาธารณะ

ชื่อวงศ์ : Magnoliaceae

ประโยชน์ : ดอก นิยมนำมาใช้อบเสื้อผ้าให้มีกลิ่นหอม เนื้อไม้ ใช้ทำเป็นเครื่องเรือน

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบแห้ง นำมาต้นน้ำดื่มระงับอาการไอ แก้หลอดลมอักเสบ ต่อมลูกหมากอักเสบ และขับระดูขาว ดอก ใช้แก้ไข้ แก้ลม บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต และขับน้ำดี น้ำมันจากดอกใช้ทาแก้ปวดศีรษะและแก้ตาบวม

ต้นไม้สัญลักษณ์ : จำปีเป็นไม้โบราณที่คนไทยนิยมปลูกและเป็นการกล่าวถึงในวรรณคดีไทยแทบทุกเรื่อง คนไทยโบราณนิยมนำดอกจำปีมาร้อยกับทางมะพร้าวเป็นช่อยาว หรือร้อยเป็นอุบะ ทั้งแบบอุบะขาเดียวและแบบอุบะตุ้งติ้ง เพื่อใช้บูชาพระและประกอบในงานพิธีมงคลต่างๆ

การขยายพันธุ์ : ตอนกิ่ง

นิเวศวิทยา : เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาเขตร้อน