ยี่โถ (Oleander, Rose Bay, Sweet Oleander)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Nerium oleander L.

ชื่ออื่น ยี่โถฝรั่ง

ไม้พุ่มขนาดกลาง สูง 1.5-2.5 เมตร ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านจำนวนมากที่โคนต้น ทุกส่วนของต้นมียางสีขาวขุ่น กิ่งอ่อนสีเขียว เปลืองสีน้ำตาลเข้ม

ใบ : ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับรอบกิ่ง ใบรูปแถบหรือรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบสอบเรียว ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนา ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน เส้นกลางใบเด่นชัดทั้งสองด้าน

ดอก : ช่อดอกเป็นช่อกระจุกเชิงประกอบออกที่ปลายกิ่ง มี 20-50 ดอกต่อช่อ มีทั้งดอกลาและดอกช้อน พันธุ์ดอกลามีหลายสี เช่น สีชมพู ขาว แดง เหลือง ส่วนพันธุ์ดอกซ้อน สีชมพูเข้ม ขนาดใหญ่กว่าพันธุ์ดอกลา ดอกบานเต็มที่ขนาด 4-5 เซนติเมตร ออกดอกตลอดปี

ผล : ผลแห้งเป็นฝัก เมื่อแก่แตกแนวเดียว เมล็ดแบน รูปรี มีขนละเอียดปกคลุม

ความเป็นพิษ : ทุกส่วนของลำต้นมีน้ำยางสีขาว ซึ่งเป็นพิษจำพวก Cardiotonic glucosides เช่น nerin, oleandrin มีฤทธิ์กดการหายใจ ทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ตาพร่า มองไม่ชัด ถ้าได้รับปริมาณมากอาจเพ้อคลั่ง หัวใจเต้นอ่อนความดันโลหิตลดลง และอาจถึงตายได้

ชื่อวงศ์ : APOCYNACEAE

ประโยชน์ : เป็นไม้ประดับ เหมาะปลูกเป็นกลุ่มริมทะเล ริมถนน ทางเดิน ลานจอดรถ สวนสาธารณะ รีสอร์ท เพราะสามารถทนแล้งและทนต่อสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดี แต่ลำต้นยางเป็นพิษ จึงไม่ควรปลูกใกล้สนามเด็กเล่น

นิเวศวิทยา : แถบเมดิเตอร์เรเนียน

ประทัดไต้หวัน (Coloradillo, Fire Bush, Scarlet Bush)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Hamelia patens Jacq.

ชื่ออื่น พวงประทัด, ประทัดฟิลิปปินส์, ประทัดทอง, ประทัดเล็ก

ไม้พุ่มขนาดกลาง สูง 1-2 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกลม กิ่งก้านมีสีน้ำตาลแดงเรื่อ

ใบ : เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปรีถึงรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบด้านบนสีเขียวอมเหลือง เป็นมัน

ดอก : ช่อดอกเป็นช่อกระจุกตามชอกใบและปลายกิ่ง ดอกสีส้มอมแดง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดแคบเล็ก ปลายแยก 4 แฉกเล็ก ๆ ออกดอกเกือบตลอดปี

ผล : ผลสดแบบมีเนื้อรูปไข่ขนาดเล็ก เมื่อแก่มีสีดำ มีเมล็ดจำนวนมาก

ชื่อวงศ์ : Rubiaceae

ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้สวน สามารถตัดแต่งทรงพุ่มได้ดี จึงนิยมมาปลูกเป็นแนวรั้ว เกาะกลางถนน ริมทางเดิน บังกำแพง ริมสระว่ายน้ำ และริมทะเล แต่ไม่ทนน้ำท่วมขัง

นิเวศวิทยา : อเมริกาใต้

เข็มม่วง (Violet Ixora)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Pseuderanthemum graciliflorum (Nees) Ridl.

ไม้พุ่มขนาดกลาง สูง 1-1.5 เมตร แตกกิ่งจำนวนมาก ทรงพุ่มแน่นทึบ

ใบ : เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน รูปรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบหรือมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวสด เป็นมัน เส้นใบสีเขียวเข้ม

ดอก : ช่อดอกเป็นช่อกระจะออกที่ปลายกิ่ง ใบประดับสีเขียวเข้ม ดอกสีฟ้า อมม่วงหรือม่วง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็กยาว ปลายแยกเป็น 5 กลีบ สองกลีบบนติดกันเป็นคู่ และมีขนาดเล็กกว่าสามกลีบล่าง ตรงกลางมีจุดแต้มสีขาว

ชื่อวงศ์ : Acanthaceae

ประโยชน์ : เหมาะปลูกลงแปลงประดับสวน ริมน้ำตก ลำธาร สระว่ายน้ำ สามารถตัดแต่งทรงพุ่มได้ใบจะร่วงหากถูกน้ำท่วมขังและได้รับแสงแดดจัด

นิเวศวิทยา : อินเดีย, เข็มม่วงเป็นพันธุ์ไม้ป่าของเมืองไทย พบตามป่าชื้น ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลไปจนถึงระดับความสูงประมาณ 500 เมตร ส่วนมากมักพบขึ้นอยู่ตามป่าทางภาคใต้ของไทย

เข็ม (Ixora)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Ixora chinensis Lamk. Ixora spp.

ไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 0.5 – 2 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านมาก ทรงพุ่มแน่นทึบ

ใบ : เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน ใบมีหลายแบบ ทั้งรูปรี รูปขอบขนาน และรูปกลม ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน

ดอก : ช่อดอกแน่นเป็นช่อกระจุก ออกที่ปลายยอด โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวเล็กปลายแยกเป็น 4 กลีบ มีหลากสีพันธุ์ เช่น สีแดงอมส้ม ชมพู และขาว(เข็มขาว) ให้ดอกดก และออกดอกตลอดปี

ชื่อวงศ์ : Rubiaceae

ประโยชน์ : นิยมปลูกเป็นแนวรั้วเตี้ย ๆ หรือปลูกชิดกำแพงเพื่อบังสายตาได้ดีและตัดแต่งเป็นรูปทรงต่าง ๆ แต่ไม่ทนน้ำท่วมขัง

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากมีรสหวานใช้รับประทานแก้โรคตา เจริญอาหาร, ใบใช้เป็นยาฆ่าพยาธิ, ดอกแก้โรคตาแดง ตาแฉะ, ผลแก้โรคริดสีดวงในจมูก

ต้นไม้สัญลักษณ์ : คนไทยโบราณเชื่อกันว่า ปลูกเข็มไว้ประจำบ้าน เพราะเข็มเป็นตัวแทนของความแหลมคมเป็นตัวแทนของความเฉลียวฉลาด ดังนั้นจึงนิยมใช้ดอกเข็มในพิธีไหว้ครูเพื่อจะได้เป็นนักปราชญ์ที่มีสติปัญญาฉลาดเฉียบแหลม นอกจากนี้ยังใช้ดอกเข็มเป็นเครื่องบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพิธีทางศาสนา ควรปลูกต้นเข็มไว้ ทางทิศตะวันออก ผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธเพราะโบราณเชื่อว่าเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย

นิเวศวิทยา : เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขิงแดง (Red Ginger)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Alpinia purpurata (Vielle.) Schum.

ไม้พุ่มขนาดกลาง สูงราว 0.7 -1.5 เมตร แตกกอเป็นพุ่มแน่น มีลำต้นเป็นเหง้าทอดเลี้อยอยู่ใต้ดิน

ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว รูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบด้านบนเกลี้ยง สีเขียวเป็นมัน มีเส้นใบขนานกัน

ดอก : เป็นช่อเชิงลดออกที่ปลาย ยอด ยาว 10 -20 เซนติเมตร แต่ละช่อมีใบประดับ (Bract) สีแดงซ้อนกัน ดอกรูปกรวย ออกจากชอกกาบรองดอก ออกดอกตลอดปี ส่วนดอกที่ติดบนช่อสามารถเจริญเป็นต้นใหม่ได้

ผล : แห้งแตก รูปทรงกลมถึงรูปไข่

ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae

ประโยชน์ : เหมาะปลูกมุมอาคาร บังกำแพง ริมลำธาร น้ำตก ปลูกริมถนน ทางเดิน สระว่ายน้ำ ริมทะเล เพราะสามารถทนน้ำท่วมได้ดี

สรรพคุณทางสมุนไพร : ส่วนหัวมีกลิ่นหอม มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยขับลมและกระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำใส้

นิเวศวิทยา : แถบหมู่เกาะแปซิฟิกตอนใต้ นิวแคลิโดเนีย หมู่เกาะโซโลมอน และวานูอาตู

ตีนเป็ดทราย


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Cerbera manghas

ไม้พุ่ม สูง 4-6 เมตร เปลือกนอกสีน้ำตาล มีรอยแผลใบและเลนติเซลปรากฏอยู่จำนวนมาก มียางสีขาว

ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับอยู่ที่ปลายกิ่ง ใบรูปขอบขนานแกมรูปหอก ฐานใบสอบ ปลายใบแหลม หลังใบเป็นมันวาว เส้นแขนงใบแบบขนาน

ดอก : เป็นแบบช่อกระจุกแน่นออกที่ปลายกิ่ง มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ คล้ายรูปดาว วงกลีบดอกสีขาว ตรงกลางดอกมีสีแดง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน

ผล : รูปไข่หรือรูปรี มักอยู่เป็นคู่ ผิวสีเขียวเป็นมัน เมื่อสุกเป็นสีม่วง แต่ละผลมี 1-2 เมล็ด

ชื่อวงศ์ : APOCYNACEAE

ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ ผลมีความเป็นพิษสูงและก่อให้เกิด

ไข่เต่า


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Polyalthia debilis

ไม้พุ่ม สูง 1-2.5 เมตร กิ่งอ่อนมาขนสีน้ำตาลปกคลุม

ใบ : เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปรี ปลายใบแหลมฐานใบสอบหรือมน เส้นใบ 12-14 คู่ ด้านหลังใบเป็นมัน ด้านท้องใบมีขนสีน้ำตาลปกคลุมตามเส้นใบ

ดอก : เดี่ยว หรือช่อกระจุก 2-3 ดอก ออกตรงข้ามใบหรือตามกิ่งและลำต้น

ผล : เป็นผลกลุ่ม รูปทรงกระบอก ผลย่อย 1-4 ผล ผลแก่สีเหลือง

ชื่อวงศ์ : ANNONACEAE

ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ดอก ไม้ประดับ ผลสุกรับประทานได้ มีรสหวาน

นิเวศวิทยา : พบกระจายทั่วไปในป่าดิบแล้งผสมเบญจพรรณในอุทยานฯ ดอกออกตลอดทั้งปี แต่จะพบมากในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน

กระถินหางกระรอก


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Dichrostachys cinerea (L.) Wight & Arn.

ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE

ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะดอกสวยและมีกลิ่นหอม

ว่านสี่ทิศ (Amaryllis)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Hippeastrum puniceum (Lam.) Urb.

ลำต้น เป็นหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน หัวมีลักษณะคล้ายหอมหัวใหญ่ เป็นพืชวงศ์เดียวกับพลับพลึง

ใบ : รูปเรียวยาวแถบแคบ เรียบเป็นมัน ก้านดอกสีเขียวแทงสูงขึ้นจากกลางหัว หนึ่งก้านมี 4 ดอก รูปแตรปากกว้าง

ดอก : ปลายดอก แยกเป็น 6 กลีบ เวลาดอกบานจะหันออกเป็น 4 ทิศ มีหลายสี ทั้งชมพู แดง ส้ม และขาว ปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์มากกว่า 300 ชนิด และมีสีสันเพิม่มากขึ้น

วิธีปลูกและดูแลรักษา : ว่านสี่ทิศเป้นไม้ที่ปลูกง่าย ควรปลูกในดินร่วนซุยหรือดินปนทราย ชอบแสงแดดจัด ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง ไม่ค่อยพบปัญหาเรื่องโรคและศัตรูพืชเท่าใดนัก หากต้องการเร่งให้ดอกออกเร็วขึ้นให้ตัดใบทิ้งจนเหลือแต่หัว ไม่ช้าว่านสี่ทิศก็จะแตกใบใหม่ และแทงก้านดอกออกมา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและความชื้นพอเหมาะที่พืชจะได้รับด้วย มักพักตัวในฤดูหนาว ใบจะแห้งเหี่ยวไป ถ้ารดน้ำสม่ำเสมอใบจะคงอยู่ แต่ผลิใบใหม่

ชื่อวงศ์ : AMARYLLIDACEAE

ประโยชน์ : นิยมปลูกเป็นไม้ดอกประดับอาคารบ้านเรือนเพราะให้ความสวยงาม อีกทั้งยังให้ความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปลูกในด้านความเชื่อเรื่องเมตตามหานิยมและป้องกันภยันอันตรายอีกด้วย

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อหรือแยกหัวไปปลูกต้นใหม่

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนและกึ่งร้อนทางแถบทวีปอเมริกาใต้และแอฟริกา

โป๊ยเซียน (Crown of Thoms)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Euphorbia milli Des Moul.

ไม้พุ่ม อายุหลายปี มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “มงกุฏหนาม” เพราะลักษณะลำต้นมีหนามล้อมรอบ มีช่อดอกอยู่บนยอดหรือปลายกิ่งเสมือนมงกุฏ ลำต้นสีเทาหรือเขียวเข้มจัด ภายในมีน้ำยางสีขาว สูงได้ถึง 2 เมตร มีใบเดี่ยว รูปขอบขนานถึงรูปไข่

ใบ : ปลายใบแหลม

กิ่ง : มีหลายสี เช่น เหลือง ชมพู ขาว เขียว แดง ส้ม แสด เป็นต้น

ดอก : กลีบดอก ลดรูปไป ส่วนกลีบที่เห็นคือส่วนของเกสรเพศผู้ที่เปลี่ยนรูปเป็นกลีบที่ดูคล้ายกลีบดอกรูปไต 1 คู่ เต่เดิมโป๊ยเซียนที่อยู่ในประเทศไทยมีดอกขนาดเล็กแค่ 1-2 เซนติเมตร แต่ปัจจุบันคนไทยสามารถพัฒนาพันธุ์ให้ดอกใหญ่กว่า 6 เซนติเมตรและมีหลากสรหลายพันธุ์ อาจกล่าวได้ว่าโป๊ยเซียนของไทยเป้นโป๊ยเซียนที่ดีและสวยที่สุดในโลก

วิธีการปลูกและดูแลรักษา : ควรปลูกโป๊ยเซียนในดินผสมพิเศษหรือดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดี ต้องการแสงแดดครึ่งวันจนถึงตอนกลางวัน ไม่ชอบดินแฉะ ทนต่อความแห้งแล้งและศัตรูพืชได้ดี สามารถปลูกในกระถางสูงหรือในแปลงปลูกได้

ชื่อวงศ์ : EUPHORBIACEAE

ประโยชน์ : โป๊ยเซียนถือเป็นไม้มงคลและเป็นไม้เสี่ยงทายชนิดหนึ่ง ในประเทศจีนสมัยโบราณนับพันปีมาแล้ว ผู้ปลูกโป๊ยเซียนต้องเป็นฮ่องเต้หรือพระราชวงศ์ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น โดยปลูกเพื่อใช้เสี่ยงทายทำนายโชคชะตาวาสนาว่าผู้ปลูกจะมียศมีอำนาจ วาสนายืนยาวปานใด ถ้าผู้ปลูกปลูกแล้วเจริญงอกงาม ให้ดอก 8-32 ดอก ก็จะบ่งบอกว่าผู้ปลูกมีบุญบารมี มีวาสนา เจริญรุ่งเรือง แต่ถ้าปลูกแล้วต้นโป๊ยเซียนเหี่ยวเฉาไม่ออกดอก หรือออกดอกน้อย แสดงว่าผู้ปลูกจะตกต่ำ ชีวิตจะอับเฉา ปัจจุบันการปลูกโป๊ยเซียนได้แพร่ขยายไปทั่วโลก นอกจากเป็นไม้ปลูกเพื่อความสวยงามแล้ว บางคนยังถือเป็นไม้เสี่ยงทาย ถ้าใครปลูกโป๊ยเซียนให้ออกดอกได้ 8 ดอกขึ้นไป ถือว่ามีเทพเจ้าครบ 8 องค์ จะทำให้ผู้นั้นมีโชคลาภ

ต้นไม้สัญลักษณ์ : โป๊ยเซียนเป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน คำว่า “โป๊ยเซียน” ในภาษาจีนมีความหมายถึงเทพเจ้าหรือผู้วิเศษ 8 องค์ที่คอยคุ้มครองโลกมนุษย์ ซึ่งเทพเจ้าทั้ง 8 องค์ ได้แก่

  1. เซียนพิการ (หลีทิก๊วย) ขอพรเพื่อให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง
  2. เซียนห้องสมุด (ฮั่นเจ็งลี้) ขอพรให้มีความกล้าหาญ เข้มแข็ง เอาชนะศัตรูได้
  3. เซียนอาจารย์ (ลื่อทงปิน) ขอพรให้ค้าขายร่ำรวย เป็นมหาเศรษฐี
  4. เซียนค้างคาวเผือก (เตียกั๊วเล่า) ขอพรให้มีเสน่ห์ เป็นที่นิยมรักใคร่ของคนทั้งหลาย
  5. เซียนวณิพก (น่าไชฮั้ว) ขอพรให้เป็นศิลปินที่มีคนนิยม
  6. เซียนสาวสวย (ฮ้อเซียนโกว) ขอพรให้อายุยืน รูปร่างสง่างาม สติปัญญาดี
  7. เซียนกวี (ฮั้นเจียงจือ) ขอพรให้เป็นนักประพันธ์ กวีที่มีชื่อเสียง
  8. เซียนถ้ำ (เช่าก๊กกู๋) ขอพรไม่ให้ภูตผีภัยพาลมารบกวน

ตามความเชื่อของจีน เทพเจ้า8 องค์นี้จะอยู้ด้วยกันเสมอ ขาดองค์ใดองค์หนึ่งไม่ได้ เพราะเป็นเทพที่มีหน้าที่คุ้มครองช่วยเหลือมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก โป๊ยเซียนเข้ามาเมืองไทยโดยชาวจีนสมัยอยุธยา และกลายเป็นไม้ที่นิยมปลูกในบ้านเพราะเชื่อว่าช่วยคุ้มครองคนในบ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด ปักชำ และเสียบยอด