นางแลว


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Aspidistra sutepensis K. Larsen
ชื่อวงศ์ : LILIACEAE

เป็นไม้พุ่ม มีเหง้าใต้ดิน เจริญเป็นกอแน่น สูง 30 – 50 ซม.

ใบ : รูปใบหอก ปลายแหลม แผ่นใบพับเป็นพลีท สีเขียวเหลือบเงิน มีก้านใบยาว

ดอก : ช่อดอกออกจากเหง้าที่โคนต้น ตั้งขึ้นสูง 4 – 6 ซม. ก้านช่อดอกสีครีมอมม่วง ดอกสีม่วง ขนาดประมาณ 8 มม. มีกลีบดอก 6 กลีบ ปลายแหลม

ประโยชน์ : ผักชนิดนี้ผู้เขียนพบครั้งแรกที่บ้านคุณมลิวัลย์ ปิ่นทอง ช่วงเดือนมีนาคม ที่จังหวัดเชียงใหม่ ปลูกไว้เป็นทิวแถวในสวนครัวหลังบ้าน คุณป้าเล่าให้ฟังว่า “นางแลวใส่ในแกงแคอร่อยมาก รสขมนิดหน่อย แต่ช่วยบำรุงร่างกายดี” ผลิดอกในช่วงปลายฤดูหนาวถึงฤดูร้อน เก็บมาลวกจิ้มน้ำพริก ใส่ในแกงแค แกงผักฮ้วนหมูหรือแกงปลาย่างก็อร่อย คุณป้ายังบอกว่าปัจจุบันดอกนางแลวหากินยาก เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จักเท่าไรนัก ทั้ง ๆ ที่ปลูกไม่ยาก แค่แยกกอมาปลูกใต้ต้นไม้ใหญ่ให้ได้ร่มเงาเสียหน่อย พอถึงฤดูกาลที่เหมาะสมก็จะออกดอก

การขยายพันธุ์ : นางแลวชอบดินร่วน ระบายน้ำดี อินทรียวัตถุสูง แสงครึ่งวันถึงรำไร อากาศเย็น ขยายพันธุ์ด้วยการแยกกอมาปลูกใหม่ สามารถปลูกเป็นไม้ประดับในบ้านได้อย่างดี

นิเวศวิทยา : มีการกระจายพันธุ์ทางภาคเหนือของไทย

โสม (Ginseng, Blue Pea, Butterfly Pea)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Panax ginseng C.A.
เป็นไม้พุ่ม เมื่อต้นแก่รากจะมีขนาดใหญ่ ต้นสูงได้ถึง 1 เมตร ทุกส่วนอวบน้ำ

ใบ : รูปไข่กลับแกมรูปใบหอก ปลายมน เวียนสลับรอบกิ่ง ก้านใบสั้นมาก

ดอก : ช่อดอกออกที่ปลายยอดชูตั้งขึ้น ดอกสีม่วงอมชมพู มี 5 กลีบ ผลกลม เมื่อแก่แตกออก ภายในมีเมล็ดเล็ก ๆ จำนวนมาก

ประโยชน์ : ยอดอ่อนกินเป็นผักโดยนำมาปรุงอาหาร เช่น ผัดน้ำมัน แกงจืดหมูสับ มีเทคนิคการทำให้อร่อยคือ ไม่ควรผัดหรือต้มนานเกินไป เพราะจะทำให้เละและเป็นเมือกลื่น ควรใส่เป็นอย่างสุดท้ายแล้วยกลงจากเตา

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากเป็นยาบำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย หรือใช้ทาภายนอกแก้อักเสบ ลดอาการบวม

การขยายพันธุ์ : โสมชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดครึ่งวันเช้า ขยายพันธุ์ง่าย ด้วยการเพาะเมล็ดหรือปักชำกิ่ง โตเร็ว และออกดอกดกตลอดปี จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับในบ้านกันมาก ถ้าปลูกนาน ๆ รากจะมีขนาดใหญ่ขึ้น คล้ายคนสมชื่อ

นิเวศวิทยา : กระจายพันธุ์ในเขตร้อนของอเมริกา พบปลูกในบ้านเรามานาน

มันสำปะหลัง (Cassava, Yuca, Mandioa, Manioc, Tapioca)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Manihot esculenta Crantz

เป็นไม้พุ่ม อายุหลายปี มีรากสะสมอาหารขนาดใหญ่อยู่ใต้ดิน ถ้าปลูกนาน ๆ ลำต้นจะมีเนื้อไม้ ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว กิ่งก้านมีสีแดงเรื่อ

ใบ : แผ่นใบหยักเว้าเป็นแฉก 6 – 7 แฉก ออกเวียนสลับรอบกิ่ง

ดอก : ช่อดอกออกที่ซอกใบปลายยอด เป็นดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกเพศเมียจะใหญ่กว่าดอกเพศผู้

ผล : กลม ขนาดประมาณ 1.5 ซม.

ชื่อวงศ์ : Euphorbiaceae

ประโยชน์ : ยอดอ่อนและหัวต้องทำให้สุกเพื่อทำลายสารไซยาไนต์ที่เป็นพิษก่อนกิน โดยยอดอ่อนต้มสุกกินกับน้ำพริกหรืออาหารรสจัดต่าง ๆ มีรสมัน ให้ฟอสฟอรัสและวิตามินบี 1 สูง ส่วนหัวนำมาปิ้งหรือต้มทำเป็นขนมหวาน มีให้กินตลอดปี แมลงมักไม่กัดทำลายรากเนื่องจากมีสารไซยาไนต์มาก ในต่างประเทศนำน้ำยางมาทำกาวติดแสตมป์ น้ำตาล หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื้อไม้ทำเป็นกระดาน น้ำหวานจากดอกใช้ล่อมดแดง

การขยายพันธุ์ : มันสำปะหลังปลูกเลี้ยงง่าย แข็งแรงทนทาน โดยเฉพาะในสภาพแห้งแล้ง ขยายพันธุ์ง่าย เพียงนำกิ่งแก่หรือรากมาปักชำไม่นานก็เติบโตต่อได้ ปลูกเป็นไม้ประดับได้ดีเพราะมีทรงพุ่มและใบสวยงาม ปัจจุบันมีพันธุ์ที่มีใบด่างให้ความสวยงามไปอีกแบบ

มะรุม (Horse radish tree, Drumstick)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Moringa oleifera Lam.

เป็นไม้ต้น ทรงพุ่มโปร่ง สูงถึง 15 เมตร

ใบ : มีใบประกอบแบบขนนกสองถึงสามชั้น ปลายคี่ ออกเวียนรอบกิ่ง ใบย่อยรูปรี ปลายมน ออกตรงข้ามกัน

ดอก : ช่อดอกออกที่ซอกใบปลายยอด ดอกสีเหลืองอ่อน มี 5 กลีบ ผลิบานในช่วงปลายฝนต้นหนาว

ผล : เป็นฝักทรงกระบอกเล็ก ปลายแหลม ยาวกว่า 50 ซม. ผิวนอกหยักเป็นร่องตามแนวยาวคล้ายไม้ตีกลอง เมื่อแก่มีสีน้ำตาล แตกตามร่อง

เมล็ด : ภายฝักมีเมล็ดจำนวนมาก แต่ละเมล็ดมีปีกสามปีกที่ช่วยแพร่พันธุ์

ชื่อวงศ์ : Moringaceae

ประโยชน์ : ยอดอ่อนและช่อดอกกินเป็นผักสด หรือนำมาต้ม ลวก จิ้มน้ำพริก ใส่ในแกงส้ม แกงเลียง มีรสขมเล็กน้อย ฝักอ่อนปอกเปลือก หั่นเป็นท่อนใส่ในแกงส้ม แกงลาวของชาวอีสาน หรือนำฝักอ่อนที่เมล็ดยังไม่แข็งมากินเป็นผักสดกับน้ำพริก ส้มตำ ลาบ ให้วิตามินซีสูง มีตลอดปี แต่มีมากช่วงฤดูหนาว ถ้าเป็นต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ด หลังปลูก 2 – 3 เดือนรากจะขยายขนาดเป็นหัว ใช้ใส่ในแกงส้มได้ กล่าวกันว่ามะรุมมี 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ข้าวเจ้าที่มีฝักผอมสั้น เนื้อน้อย เมล็ดใหญ่ และพันธุ์ข้าวเหนียว ฝักยาว อวบอ้วน เนื้อหนา เมล็ดเล็ก ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากกว่า

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากแก้ปวดบวม บำรุงกำลัง เปลือกช่วยขับลม ทำให้เรอ หรือนำเปลือกต้นมาบุบให้แตกอมไว้ข้างแก้มเวลาดื่มสุราจะไม่รู้สึกเมา ใบแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ดอกเป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ ฝักแก้ไข้ เมล็ดสดเป็นยาแก้ปวดบวมตามข้อ น้ำมันจากเมล็ดสด (Behen Oil) ใช้ปรุงอาหาร ทำน้ำสลัด ทำเครื่องสำอาง น้ำหอม หรือใช้เป็นยาแก้ปวด และช่วยบำรุงหัวใจ

การขยายพันธุ์ : มะรุมปลูกเลี้ยงง่าย ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุ แสงแดดตลอดวัน นิยมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือปักกิ่งชำ หลังปลูก 2 – 3 ปีก็จะให้ดอกผลได้

นิเวศวิทยา : กระจายพันธุ์ในเอเชีย แถบอินเดีย ศรีลังกา

มะเขือส้ม (Wild tomato, Love apple)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Lycopersicon esculentum Mill.

เป็นมะเขือเทศพื้นบ้านชนิดหนึ่ง เป็นไม้พุ่ม อายุสั้น ลำต้นค่อนข้างทอดเลื้อย ทุกส่วนของต้นมีขนปกคลุม

ใบ : หยักเว้าลึกเป็นแฉก ช่อดอกออกที่ซอกใบ ดอกสีเหลือง กลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก เกสรสีเหลือง

ผล : กลม เป็นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. เนื้อนุ่ม มีหลายเมล็ด

ชื่อวงศ์ : Solanaceae

ประโยชน์ : มะเขือเทศเป็นผักที่นิยมกันมากในกลุ่มชาวเหนือและอีสาน ทั้งกินสดและนำมาประกอบอาหาร มีรสเปรี้ยวกว่ามะเขือเทศทั่วไป จึงนิยมใส่ในต้มยำ ส้มตำ และน้ำพริกอ่อง เพื่อเพิ่มความเปรี้ยวและช่วยให้อาหารมีรสชาติกลมกล่อมขึ้น ทั้งยังให้วิตามินเอที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

สรรพคุณทางสมุนไพร : มะเขือส้มมีไลโคปิน (lycopene) สารสีแดงที่ช่วยป้องกันมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจได้ โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ และส่วนปลายทวารหนัก ซึ่งจากการวิจัยพบว่า ไลโคปินมีมากบริเวณเนื้อเยื่อใต้ผิวเปลือก

การขยายพันธุ์ : มะเขือเทศชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด โดยนำเมล็ดจากผลสุกเต็มที่มาล้างเมือกลื่นออก จะช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น นำมาผึ่งในที่ร่มให้แห้ง หว่านเมล็ดลงดิน ประมาณ 10 วัน ต้นจะเริ่มงอก หลังปลูก 3 – 4 สัปดาห์จึงเริ่มผลิดอก ควรทำหลักไม้แล้วผูกยึดต้นให้ขึ้นสูงเรื่อย ๆ ต้นจะมีอายุยืนและไม่มีโรคแมลงมาก ควรเก็บผลเมื่อเริ่มสุกแดงเล็กน้อย จะเก็บไว้ได้นาน

พริก (Chilli peppers, chili, chile)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Capsicum frutescens L.

เป็นไม้พุ่ม อายุ 2 – 3 ปี ปัจจุบันมีหลายพันธุ์ที่เป็นผักเศรษฐกิจของไทย ได้แก่ พริกขี้หนู พริกขี้หนูสวน พริกกระเหรี่ยง (Capsicum frutescens L. var. frutescens) พริกหนุ่ม พริกหยวก (C. annuum L. var. annuum) พริกชี้ฟ้า พริกเหลือง (C. annuum L. var acuminatum Fingert.) รวมทั้งพริกหวาน พริกตุ้ม และพริกประดับ ที่มีการปรับปรุงพันธุ์จนแตกต่างจากพริกทั่วไป

ดอก : สีขาวอมเขียวอ่อน เกสรสีเขียว

ผล : เรียวยาว มีลักษณะแตกต่างกันไป เมื่อสุกแก่มีสีแดง

พิษ : ผู้มีแผลในกระเพาะอาหารเรื้อรัง พริกจะกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย ทำให้ปวดท้อง ท้องอืดเฟื้อ และส่งผลให้บาดแผลภายในลุกลามมากขึ้น วิธีลดอาการเผ็ดง่าย ๆ คือ ให้ดื่มน้ำอุ่นและอมไว้สักครู่ หรือดื่มน้ำเกลืออุ่น ๆ บางคนก็ดื่มนมตามหลังจากกินพริก ซึ่งโปรตีนเคซีนในนมจะช่วยลดความเผ็ดร้อนได้

ชื่อวงศ์ : Solanaceae

ประโยชน์ : นอกจากใช้เป็นเครื่องปรุง ยอดอ่อนนำมาต้มจิ้มน้ำพริก ใส่ในไข่เจียว ชุบแป้งทอด ทำแกงจืด แกงเลียง หรือผัดน้ำมันได้ ให้กลิ่นหอมชวนกิน ซึ่งแต่ละชนิดให้วิตามินและมีความเผ็ดร้อนแตกต่างกัน โดยพริกชี้ฟ้าและพริกหวานจะเผ็ดน้อยที่สุด ส่วนพริกขี้หนูจะเผ็ดมากที่สุด ส่วนพริกประดับก็เผ็ดร้อน นำมาประกอบอาหารได้เช่นกัน

สรรพคุณทางสมุนไพร : พริกมีสารแคปไซซิน (capsaicin) ที่กระตุ้นให้หลั่งน้ำลายมาก ช่วยให้อาหารอร่อย ทำให้เลือดไหลเวียนดี ช่วยขับลม แก้หวัด ขับเหงื่อ ป้องกันหลอดเลือดตีบตัน ต้อกระจก และมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ปัจจุบันได้ผลิตเป็นเจลหรือครีมพริกที่ใช้ทาบรรเทาอาการปวดต่าง ๆ

การขยายพันธุ์ : พริกปลูกเลี้ยงง่าย โดยนำเมล็ดจากผลพริกที่มีสีแดงมาล้างให้สะอาด เพาะในดินร่วน ประมาณ 7 – 10 วัน จะงอกเป็นต้นอ่อน คอยดูแลไม่ให้มีตั๊กแตนมากัดโคนต้น และระวังไม่ให้ดินแฉะเกินไป เพราะจะทำให้เน่าตาย วางในที่มีแสงส่องราวครึ่งวัน เมื่อต้นมีใบจริง 4 – 6 ใบ จึงย้ายปลูกในพื้นที่ที่ต้องการ หรือใส่ในกระถาง ต่อมา 3 สัปดาห์จะเริ่มผลิดอกและติดผล ในระยะนี้ให้สังเกตถ้ามีมดเดินตามกิ่งก้าน แสดงว่าเริ่มมีเพลี้ยอ่อนหรือเพลี้ยแป้งมาดูดกินน้ำเลี้ยงใต้พุ่มยอด เมื่อปล่อยไว้ยอดจะหงิกงอ ใบเหลืองและตาย ควรหมั่นฉีดพ่นน้ำตามใต้พุ่มใบและยอดอยู่เสมอ ถ้ามีการระบาดอาจพ่นด้วยสารสกัดจากสะเดาทุก 2 สัปดาห์ จนมดและเพลี้ยหายไป

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาเขตร้อน ปลูกทุกภาคในไทย

ผักชีลาว (Dill)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Anethum graveolens L.

เป็นไม้พุ่ม ต้นสูง 60 – 70 ซม. ลำต้นกลวง ทุกส่วนของต้นเมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอม

ใบ : มีใบหยักเว้าเป็นเส้นฝอยเล็ก ๆ

ดอก : ช่อดอกจะผลิจากปลายยอดในช่วงฤดูร้อน เป็นช่อซี่ร่ม ดอกเล็ก สีเหลืองสด

ผล : เป็นรูปไข่คล้ายตาตั๊กแตน จึงมีชื่อว่า “เทียนตาตั๊กแตน”

ชื่อวงศ์ : Apiaceae

ประโยชน์ : เป็นผักที่นิยมกันในกลุ่มชาวลาวและชาวอีสานสมชื่อ ยอดอ่อนนิยมกินเป็นผักสดกับส้มตำ ลาบ น้ำพริกปลาร้า แกงเนื้อ หรือใส่ในแกงอ่อมทุกชนิด โดยเฉพาะอ่อมปลา แกงหน่อไม้ และห่อหมก จะช่วยดับกลิ่นคาวได้ดี มีรสขม เผ็ดเล็กน้อย ให้ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินเอ และวิตามินบี 1 สูง นอกจากยอดใบอ่อนแล้วอาจนำดอกมาโรยบนอาหารแทนผักชีได้ อีกทั้งเมล็ดแห้งของผักชีลาวก็ใช้เป็นเครื่องเทศ ช่วยดับกลิ่นคาวได้ ซึ่งจากการวิจับพบว่า มีปริมาณของน้ำมันหอมระเหยที่เรียกว่า “น้ำมันเทียนตาตั๊กแตน” 1.2 – 7.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในประเทศแถบสแกนดิเนเวียและประเทศเยอรมนีนิยมนำเมล็ดมาบดเพื่อใส่ในอาหาร

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใช้เป็นยาบำรุงธาตุและแก้เสมหะพิการ เมล็ดแก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ไข้ แก้ลมวิงเวียน ซึ่งเชื่อว่าทำให้ง่วงนอน บางท้องถิ่นนำเมล็ดผักชีลาว 1 หยิบมือ ใส่ถ้วยชงน้ำเดือด ชงทิ้งไว้ 5 – 10 นาที กรองเมล็ดออกเหลือแต่น้ำ ให้เด็กที่มีอาการร้องสามเดือนดื่มก่อนให้นมหรือเวลาร้องไห้ จะช่วยให้หลับง่าย แก้ท้องอืดเฟ้อ ในประเทศจีนนิยมใช้เป็นยาขับลม บำรุงธาตุ และกระตุ้นน้ำนม เกร็ด ผักชีลาวมีชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Dill ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษานอร์เวย์ว่า Dilla หมายถึงการกล่อมเด็ก เพราะสรรพคุณที่ช่วยย่อยอาหารได้ดี จึงแก้ปวดท้องและทำให้เด็กหลับง่าย มีบันทึกว่าผักชีลาวเป็นผักแห่งปัญญา ช่วยบำรุงสมอง ในต่างประเทศนำเมล็ดมาสกัดน้ำมันเพื่อทำเครื่องหอม เครื่องสำอาง สบู่ ครีม หรือแต่งกลิ่นเครื่องดื่มต่าง ๆ

การขยายพันธุ์ : ผักชีลาวชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงครึ่งวันหรือตลอดวัน และเนื่องจากมีถิ่นกำเนินในเขตหนาวจึงชอบอากาศเย็น โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคอีสาน ในกรุงเทพฯ ปลูกได้แต่ไม่สวยงามนัก ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หลังจากหว่านเม็ดไว้ 2 – 3 สัปดาห์ เมล็ดจะงอกเป็นต้น เติบโตจนผลิดอกออกผลภายในหนึ่งปีก็จะตายไป ถ้าต้องการเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูก ควรเก็บเมล็ดที่แก่จัดมาปลูกใหม่ หรือใช้วิธีปักชำก็ได้เช่นกัน

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน

ถั่วเหลือง (Soybean)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Glycine max (L.) Merr.

เป็นไม้พุ่ม อายุสั้น ทุกส่วนของต้นมีขนยาวปกคลุม

ใบ : มีใบประกอบสามใบย่อย ใบย่อยเป็นรูปรีหรือรูปไข่

ดอก : สีขาวอมชมพูหรือม่วงเรื่อ

ผล : เป็นฝักแบน มีขนยาวปกคลุมภายในมีเมล็ดค่อนข้างกลม สีเหลือง มี 3 – 5 เมล็ด

ชื่อวงศ์ : Leguminosae

ประโยชน์ : นอกจากทำเป็นเต้าหู้และน้ำนมถั่วเหลืองแล้ว เมล็ดยังนำมาเพาะเป็นถั่วงอก ที่เรียกว่า “ถั่วงอกหัวโต” แต่เพาะยาก จึงไม่ค่อยพบในตลาดมากนัก ถั่วงอกหัวโตนิยมใส่ในแกงส้ม แกงเหลืองของชาวใต้ หรือแกงจืดบ้างก็นำมาต้มหรือลวกให้สุก กินกับน้ำพริกหรืออาหารรสจัดต่าง ๆ นอกจากนี้ชาวเหนือยังนำมาทำเป็นเครื่องปรุงรสที่เรียกว่า “ถั่วเน่า” ใช้แทนกะปิ น้ำปลา มีทั้งแบบเปียกและแบบแห้ง ซึ่งพบว่าถั่วเน่าทั้งสองแบบนี้อุดมด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส อาตุเหล็ก วิตามินบี 1 และบี 2

สรรพคุณทางสมุนไพร : ถั่วเหลืองให้โปรตีนที่ย่อยง่าย มีกรดแอมิโนที่จำเป็นมากว่าถั่วชนิดอื่น และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่จำเป็นกับร่างกาย เช่น กรดไลโนเลอิก (linoleic acid) กรดไลโนเลนิก (linolenic acid) และกรดโอเลอิก (oleic acid) ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือดที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ นอกจากนี้ยังมีสารไฟโตเอสโตเจน (phytoestogen) ที่ช่วยบรรเทาอาการครั่นเนื้อครั่นตัว หน้ามืด เวียนศีรษะของสตรีวัยหมดประจำเดือดอีกด้วย เกร็ด ชาวจีนบริโภคถั่วเหลืองเป็นอาหารมานานกว่า 2,000 ปี เพราะเชื่อว่าถั่วเหลืองเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ อีกชนิดหนึ่ง นอกเหนือจากข้าวเจ้า จ้าวสาลี จ้าวบาร์เลย์ และข้าวฟ่าง มีการปลูกถั่วเหลืองมากที่สุดในแมนจูเรีย

การขยายพันธุ์ : ถั่วเหลืองชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดตลอดวัน สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : มีการกระจายพันธุ์ในประเทศเขตร้อน

ชุมเห็ดเทศ (Ringworm Bush)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Senna alata (L.) Roxb.

เป็นไม้พุ่ม อายุหลายปี ต้นสูง 2 – 3 เมตร

ใบ : ประกอบแบบขนนกปลายคู่ มีใบย่อย 7 – 14 คู่ รูปไข่กลับหรือรูปขอบขนาน ปลายมน มีติ่งแหลม โคนใบเบี้ยว

ดอก : ช่อดอกออกที่ปลายยอด ชูตั้งขึ้นยาว 30 – 60 ซม. ดอกสีเหลืองสด ผลิบานในช่วงฤดูหนาว

ผล : เป็นฝัก ยาว 10 – 20 ซม. มีเหลี่ยมเป็นสันปลายแหลมโค้งงอ เมื่อแก่มีสีดำและแตกตามแนวสัน

เมล็ด : ภายในฝักมีเมล็ดสีดำจำนวนมาก

ชื่อวงศ์ : Leguminosae

ประโยชน์ : ยอดอ่อนและช่อดอกอ่อนนำมาลวก ต้มจิ้มน้ำพริกหรือกินกับอาหารรสจัด มีรสมัน อาจนำมาประกอบอาหาร เช่น แกงส้ม แกงคั่วเช่นเดียวกับขี้เหล็ก หรือนำมาดองกับเกลือหนึ่งคืน รุ่งขึ้นใส่น้ำชาวข้าวหรือน้ำมะพร้าวห้าว คืนที่สามจะมีรสเปรี้ยว นำมากินกับน้ำพริก แต่ดอกจะมีให้กินในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น นอกจากนี้บางท้องถิ่นยังนำชุมเห็ดไทย [S. tora (L.) Roxb.] มากินเป็นผักจิ้มกับน้ำพริกเช่นกัน แต่มีกลิ่นแรงกว่าชุมเห็ดเทศ

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบและเมล็ดมีสารแอนทราควิโนน (anthraquinone) ที่มีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อน ๆ และช่วยถ่ายพยาธิเพียงนำดอกชุมเห็ดเทศสด 1 – 3 ช่อ หรือใบสด 8 – 12 ใบ ล้างให้สะอาด หั่นตากแห้งหรือย่างไฟให้เหลืองนำมาต้มหรือชงน้ำดื่ม เติมเกลือเล็กน้อย ดื่มครั้งละ 1 แก้ว จะช่วยระบายท้องได้ แต่ไม่ควรกินมากเกินไปจะทำให้ท้องเสีย หรือนำใบสด 3 – 4 ใบ ตำให้ละเอียด เติมเกลือและน้ำเล็กน้อย หรือผสมกับกระเทียมสัดส่วนเท่า ๆ กัน ผสมปูนแดง ตำให้เข้ากัน ใช้ทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน โดยขูดผิวที่เป็นเบา ๆ แล้วทาวันละ 2 ครั้ง จนหาย หรือนำใบและก้านสดมาต้มน้ำให้พอท่วม เคี่ยวให้เหลือหนึ่งสาม ใช้ล้างบาดแผลพุพองเรื้อรังทุกวัน เช้า – เย็น จนกว่าจะหาย

การขยายพันธุ์ : ชุมเห็ดเทศชอบดินชุ่มชื้นตามริมตลิ่ง มีแสงแดดจัด แข็งแรงทนทาน และโตเร็ว ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หลังเพาะประมาณ 10 วัน เมล็ดจะเริ่มงอก เมื่อต้นกล้ามีอายุ 25 – 35 วัน ก็ย้ายปลูกในบริเวณที่ต้องการได้ หรือโรยเมล็ดลงในบริเวณที่ปลูกเลยก็ได้

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกา แอฟริกา ออสเตรเลีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบขึ้นอยู่ทั่วทุกภาคของไทย

กระถินเทศ (Cassie Flower, Sponge Tree)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Acacia farnesiana Willd.

ชื่อพื้นเมือง : กระถิน (ภาคกลาง), กระถินเทศ กระถินหอม คำใต้ ดอกคำใต้ (ภาคเหนือ), เกากรึนอง (กาญจนบุรี), ถิน (ภาคใต้), บุหงาเซียม(มลายู-ภาคใต้), บุหงาละสะมะนา (ปัตตานี), บุหงาอินโดนีเซีย(กรุงเทพฯ), มอนคำ (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน)

ไม้พุ่มขนาดกลาง

ใบ : เล็กเป็นฝอย ลำต้นสีน้ำตาลคล้ำ มีหนาม ใบย่อยแบบขนนกสองชั้น หูใบมีหนามยาว 1 ซม.

ดอก : เป็นช่อ ทรงกลม สีเหลืองเข้ม

ผล : ฝักกลมยาว ตรงหรือโค้งเล็กน้อย เหมือนฝักทั่วฝักยาวสั้นๆ ใบฝักมียางเหนียวสีขาวใสเป็นจำนวนมาก

ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : เปลือกต้น รสฝาดสมานแผลห้ามเลือด แก้ท้องเสีย ล้างแผล แก้ระดูขาว ใบ รสฝาดเฝื่อน ตำคั้นเอาน้ำทาแก้ปวดเอว ปวดหลัง ใบอ่อนตำพอก แก้แผลเรื้อรัง ยาง รสฝาด แก้ไอ ทำเยื่ออ่อนให้ชุ่มชื้น ใช้ทำกาว ยางจากราก รสฝาด ใช้อม แก้เจ็บคอ แก้ไอ ราก รสเฝื่อนฝาด แก้พิษสัตว์กัดต่อย เป็นยาอายุวัฒนะ แก้อักเสบ แก้ปวดข้อ แก้ฝีหนอง ดอก ใช้ทำน้ำหอม ชงดื่มแก้อาหารไม่ย่อย ดองเหล้ากิน แก้ปวดท้อง ทำขี้ผึ้งแก้ปวดหัว ฝัก รสฝาด ต้มเอาน้ำล้างแผล แก้ผิวอ่อน เนื้อหุ้มเมล็ด รสฝาด ตำพอกแก้ฝีหลายหัว แก้เนื้องอก

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยเมล็ด

นิเวศวิทยา : เกิดตามป่าเบญจพรรณ และป่าโปร่ง