ทุเรียน (Durio)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Belanda, Guanabana, Sour Sop

เป็นไม้ยืนต้นที่สูงได้ถึง 10 เมตร โคนต้นที่มีอายุมาก มักมีพูพอนขนาดใหญ่

ใบ : รูปรีเรียวแหลม แผ่นใบหนา ใต้ใบมีสีเหลือบเงิน

ดอก : ช่อดอกออกตาลำต้น เป็นกระจุกห้อยลง ดอกนานขนาด 2.5 ซม. กลีบดอกมี 4 กลีบ หนาแข็ง มีเกสรเพศผู้รวมกลุ่ม 5 กลุ่ม จำนวนมากและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ

ผล : รูปรี ขนาดใหญ่ ลีน้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัม มีหนามแหลมปกคลุมจำนวนมาก เปลือกแข็งหนา เมื่อแก่จะแตกออกตามแนวสันพู ภายในมีเนื้อนุ่มห่อหุ้มเมล็ดแข็ง

ชื่อวงศ์ : Malvaceae

ประโยชน์ : นอกจากกินเป็นผลไม้แล้ว ดอกของทุเรียนยังนำมาต้มหรือลวกให้สุกกินกับน้ำพริก อาหารรสจัดต่าง ๆ บางคนก็นำมาซอยใส่ในไข่เจียวแกงส้ม แกงเลียง ก็อร่อยได้อีกเมนู ในช่วงปลายฤดูหนาวเข้าฤดูร้อน ปัจจุบันมีการนำทุเรียนอ่อนมาทำทุเรียนทอด หรือทุเรียนสุกงอมที่มีมากเกินไปนำมาทำทุเรียนกวน กินเป็นขนม เมล็ดนำมาคั่วกินได้อร่อย ไม่เบื่อ

การขยายพันธุ์ : ทุเรียนชอบดินร่วนชุ่มชื้อ ระบายน้ำดี อากาศเย็น ความชื้นในอากาศสูง มีแสงแดดครึ่งวันถึงตลอดวัน ทุเรียนปลูกมากในภาคตะวันออกและภาคใต้ ในอดีตจังหวัดนนทบุรีเป็นอีกแห่งที่มีพันธุ์ทุเรียนมากมาย เพราะมีสภาพพื้นที่เป็นเรือกสวนไร่นาและมีความชุ่มชื้น จังสามารถปลูกได้ดี แต่ปัจจุบันพื้นที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้ทุเรียนสูญพันธุ์ไปมาก

นิเวศวิทยา : มีการกระจายพันธุ์ในมาเลเซียและอินนีเซีย

ต้างหลวง (Snowflake plant)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Trevesia palmata (Roxb. ex Lindl.) Vis.

เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 20 เมตร ลำต้น กิ่งก้าน

ใบ : เส้นใบมีหนามแหลมปกคลุม ใบใหญ่ถึง 60 ซม. หยักเว้า 7 – 9 แฉก ขอบใบหยักฟันเลื่อย ปลายใบแหลมสีเขียวเข้ม ยอดอ่อนและช่อดอกมีขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น

ดอก : ช่อดอกแยกแขนง ออกที่ปลายยอด ยาว 30 – 4 ซม. ช่อย่อยเป็นช่อซี่ร่ม ดอกบานขนาดประมาณ 1.5 ซม. มีกลีบดอก 10 – 12 กลับ สีเหลืองอ่อนและมีกลิ่นหอมมาก เกสรเพศผู้สีเหลือง เกสรเพศเมียมีฐานดอกสีเหลือง ผลิบานช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน

ผล : รูปกรวยกลม ขนาดประมาณ 1.5 ซม. หยักเว้าเป็นร่องตื้นๆ รอบผล แข็ง ภายในมี 1 เมล็ด

ชื่อวงศ์ : ARALIACEAE

ประโยชน์ : เป็นผักพื้นบ้านของชาวเหนือ โดยนำช่อดอกอ่อนมาต้มจิ้มน้ำพริกหรือใส่รวมกับผักอื่น ๆ ในแกงแค แกงปลาแห้ง มีรสขม เมื่อสุกมีรสหวานอมขม ช่วยให้เจริญอาหาร ให้แคลเซียม ฟอสฟอรัสและไนอะชินสูง มีในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น ปัจจุบันเป็นผักที่หากินได้ยาก และไม่ค่อยมีผู้รู้จักกันมากนัก เพราะป่าถูกทำลายไปมากจนเหลือต้นในธรรมชาติน้อยลง

การขยายพันธุ์ : ต้างหลวงชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดครึ่งวัน ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หรือขุดต้นที่แตกจากรากมาปลูกใหม่ได้ สามารถปลูกเป็นไม้ประดับในบ้านเพราะให้ร่มเงาได้ดีและดอกมีกลิ่นหอม แต่ควรระวังหนามที่ปกคลุมตามต้น

นิเวศวิทยา : พบตามป่าเบญจพรรณที่ชุ่มชื้นทั่วทุกภาคของไทย

ชะมวง


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Garcinia cowa Roxb. Ex DC.

เป็นไม้ยืนต้นที่สูงได้ถึง 15 เมตร ทุกส่วนมีน้ำยางสีเหลือง

ใบ : รูปรีแกมรูปขอบขนาน ออกตรงข้ามกัน ปลายใบแหลม ยอดอ่อนมีสีแดงเรื่อเป็นมัน

ดอก : กลีบดอกแข็ง มี 4 กลีบ สีเหลือง เป็นดอกแยกเพศ โดยดอกเพศผู้สีชมพูอมแดงออกเป็นกระจุก ส่วนกอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยว ขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้เล็กน้อย เห็นยอดเกสรสีเหลืองเด่นชัด ผลิบานในเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน

ผล : กลมคล้ายมังคุด แต่มีขนาดเล็ก ประมาณ 3 ซม. เมื่อสุกมีสีเหลืองอมส้มและแตกออกเป็นเสี้ยว มีเนื้อหนา รสฝาด

เมล็ด : มีเมล็ด 7 – 12 เมล็ด

ชื่อวงศ์ : GUTTTIFERACEAE

ประโยชน์ : เป็นผักพื้นบ้านอีกชนิดหนึ่งที่มีรสเปรี้ยว นิยมกินยอดอ่อนสีแดงเป็นผักสดกับป่น ลาบ แจ่ว หรือปรุงอาหาร เช่น แกหมูใบชะมวง ต้มยำไก่บ้านใส่ใบชะมวง ต้มส้ม หรือแกงอ่อน ให้วิตามินเอและวิตามินบี 1 ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังกินเป็นผลไม้ได้เล่นเดียวกับมังคุด แต่มีรสเปรี้ยว ชาวใต้จึงใช้ปรุงแกงส้มเช่นเดียวกับใบ

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากมีรสเปรี้ยว ใช้แก้ไข้ ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยถอนพิษไข้ แก้บิด ขับเสมหะ ใบหรือน้ำยาแห้งจากลำต้นนำมาฝนกินเป็นยาระบาย แก้ไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ ผลช่วยระบาย แก้ไข้ กัดฟอกเสมหะ แก้กระหายน้ำ ฟอกเลือด นอกจากนี้ชาวใต้ยังนิยมนำผลและใบแก่มาหมักเป็นน้ำกรดสำหรับฟอกหนังวัวหนังควายที่ใช้ทำตัวหนังตะลุง ส่วนเปลือกต้นและน้ำยางสีเหลืองใช้เป็นสีย้อมผ้า

การขยายพันธุ์ : ชะมวงชอบดินร่วน ชุ่มชื้น ระบายน้ำดี มีแสงแดดครึ่งวันถึงตลอดวัน ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง สำหรับต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะโตช้า ใช้เวลานานถึง 5 ปีกว่าต้นจะผลิดอกออกผลได้ส่วนต้นที่ได้จากการตอนกิ่งจะให้ผลผลิตเร็ว ปัจจุบันสามารถปลูกได้ในกรุงเทพฯ

นิเวศวิทยา : พบตามป่าดิบชื้นและป่าเบญจพรรณทางภาคตะวันออกและภาคใต้ของไทย

กระเบา (Chaumoogra)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Hydnocarpus authelminthicas Pierre.

ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่

ใบ : รูปไข่ยาวปลายแหลม เนื้อหนา

ดอก : เล็ก คล้ายดอกม่วง สีนวล ออกช่อละ 2-3 ดอก เกสรตัวผู้มีกลิ่นหอม เรียกว่าดอกแก้วกาหลง

ผล : กลมโต เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 นิ้ว เปลือกแข็ง ผิวสีน้ำตาล

เมล็ด : กลมแบนอัดกันแน่น

ชื่อวงศ์ : FLACOURTIACEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบ รสเบื่อเมา แก้พิษบาดแผลสด แก้กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิบาดแผล ผล รสเมาเบื่อมัน แก้โรคผิวหนัง เรื้อน มะเร็ง คุดทะราด เมล็ด รสเมาเบื่อ แก้โรคผิวหนัง แก้โรคเรื้อน มะเร็ง โรคที่มีตัว ใช้หุงเป็นน้ำมัน ทาภายนอก ทาผม รักษาผมร่วง รากและเนื้อไม้ รสเมาเบื่อ แก้โรคผิวหนัง ฆ่าพยาธิผิวหนังต่างๆ รักษาแผล แก้เสมหะเป็นพิษ ดับพิษทั้งปวง

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

นิเวศวิทยา : เกิดอยู่ตามป่าทั่วไปในเขตร้อน

กระโดน


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Careya sphaerica Roxb.,C.arborea Roxb.

เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 10-30 เมตร

ใบ : เป็นใบเดี่ยวรูปไข่กลับ ออกเรียงสลับกันเป็นกระจุกบริเวณปลายกิ่ง

ดอก : ดอกขนาดใหญ่ กลีบสีขาว ออกเป็นช่อเกสรตัวผู้ เป็นเส้นฝอยยาว

ผล : ทรงกลมโต สีเขียว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตร เกิดตามป่าเขาทั่วทุกภาค ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศได้ดี

ชื่อวงศ์ : LECYTHIDACEAE

การขยายพันธุ์ : โดยเมล็ดและกิ่งตอนอยู่ในกลุ่มเดียวกับต้นจิก

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบ รสฝาด สมานแผล, เปลือกต้น รสฝาดเมา แก้พิษงู สมานแผล แก้เคล็ดขัดยอก แก้ปวดเมื่อย, ดอก รสสุขุม บำรุงร่างกาย แก้หวัด แก้ไอ ทำให้ชุ่มคอ บำรุงร่างกายสตรีหลังคลอด, เมล็ด รสฝาดเมา แก้พิษ, ผล รสเจ็ดเย็น ช่วยย่อยอาหาร ต้มผสมกับเถายางน่อง และดินประสิว เคี่ยวให้งวด ตากแห้ง ใช้ปิดแผลมีพิษ ปิดหัวฝี

กระทุ่มนา


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Mitragyna diversifolia Wall.ex G. Don

ไม้ยืนต้นขนาดกลาง

ใบ : เป็นใบเดี่ยวรูปไข่ เนื้อบาง ปลายมน ยาวประมาณ 2 นิ้ว

ดอก : กลม คล้ายดอกกระถิน เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. ออกเป็นช่อ มีกลิ่นหอม

ชื่อวงศ์ : RUBIACEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบ รสขมเฝื่อนเมา แก้ท้องร่วง แก้บิดมูกเลือด ปวดมวนท้อง ฤทธิ์เหมือนใบกระท่อมแต่อ่อนกว่า ใช้แทนกันได้ เปลือกต้น รสฝาดร้อน รักษาโรคผิวหนังทุกชนิด แก้มะเร็งคุดทะราด แก้บิดมูกเลือด

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธ์ด้วยเมล็ด

นิเวศวิทยา : เกิดตามป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณและที่ลุ่มริมน้ำทั่วไป

กระทิง (Borneo Mahogan)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Calophyllum inophyllum Linn.

ไม้ยืนต้น ขนาดกลาง สูง 8-20 เซนติเมตร

ใบ : ใบเดี่ยวหนา ค่อนข้างกลมโต เส้นใบถี่

ดอก : ช่อกลับสีขาวนวล คล้ายดอกสารภี เกสรสีเหลือง กลิ่นหอม

ผล : รูปไข่ ขนาดหัวแม่มือ เกิดตามป่าดงดิบ ริมฝั่งทะเล พบมากในภาคใต้

ชื่อวงศ์ : GUTTIFERAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบ รสเมาเย็น แก้ตาแดง ตาฝ้า ตามัว ใช้ใบตำกับน้ำสะอาดล้างตา เมล็ด รสเมาร้อน หุงเป็นน้ำมัน แก้ปวดข้อ เคล็ดขัดยอก ดอก รสหอมเย็น บำรุงหัวใจ เปลือกต้น รสฝาดเมา ใช้ทำปลาสเตอร์ปิดแผล แก้คัน สมานแผล ทั้งต้น รสเมา ใช้เบื่อปลา

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

นิเวศวิทยา : อินเดีย

กระบก


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Irvingia malayana Oliv. Ex A. Benn.

ไม้ยืนต้นขนาดกลาง

ใบ : ใบเดี่ยวรูปไข่สีเขียวเข้ม

ผล : ผลกลมเล็กกว่าไข่ไก่เล็กน้อย

เมล็ด : โตรูปไข่ เปลือกเมล็ดแข็ง เนื้อในเมล็ด สีขาว รับประทานได้ เกิดตามป่าดงดิบ และป่าเบญจพรรณทั่วไป

ชื่อวงศ์ : IXONANTHACEAE

กรวยป่า


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Casearia grewiaefoolia Vent.

ไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่

ใบ : ใบเดี่ยวรูปไข่ยาวหนาสีเขียวเข้ม

ผล : ผลสุกคล้ายผลมะไฟ มีรอยแตกกลางผล พบตามป่าดงดิบและป่าเบญจพรรณ

ชื่อวงศ์ : FLACOURTIACEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบ รสเมาเบื่อ แก้ไข้พิษ ไข้กาฬ แก้โรคผิวหนังผื่นคัน แก้ริดสีดวงจมูก แก้บาดแผล ดอก รสเมา แก้ไข้พิษ เมล็ด แก้ริดสีดวง ใช้เบื่อปลา ราก รสเมาขื่น แก้ท้องร่วง แก้ตับพิการ แก้ผื่นคัน เปลือก รสเมาคืน บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

สัก (Teak)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Tectona grandis Linn.

ชื่ออื่น กะเบียด

ต้นสักเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 20 เมตร เจริญเติบโตเร็ว ผลัดใบในฤดูร้อน เปลือกลำต้นนั้นจะรายเรียบ แต่บางทีก็เป็นร่องเล็กๆ สีเทา

ใบ : ใบเป็นใบเดี่ยว ส่วนปลายใบจะแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ สาก ใต้ใบจะมีต่อมเล็กๆ สีแดง

ดอก : ออกดอกเป็นช่อขนาดใหญ่ ดอกเล็กๆ สีขาวนวล

การปรุงยา : นำใบมาตากแห้ง เด็ดเป็นชิ้นเล็กๆ เอามาคั่วเก็บไว้ใช้ชงเป็นชา ดื่มเป็นยา ส่วนแกนต้นสักนำไปรวมกับตัวยาสมุนไพรอื่นๆ เพื่อปรุงเป็นยารักษาโรค

ชื่อวงศ์ : VERBENACEAE

ประโยชน์ : ไม้สักเป็นไม้เนื้อดี ทนทาน ปลวกมอดแมลงต่างๆ ไม่สามารถกัดกินหรือทำให้เนื้อไม้เสียหายได้ คนส่วนใหญ่จึงมักนำมาสร้างบ้าน สร้างเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ต่างๆ ไม้สักจึงมีราคาที่สูง

สรรพคุณทางสมุนไพร : ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยบรรเทาโรคเบาหวาน

การขยายพันธุ์ : นำเมล็ดมาเพาะกล้า