ผักกาดช้าง

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Crassocephalum crepidioides (Benth.) S. Moore

วงศ์ : ZINGIBERACEAE

ฟังชื่อแล้วอาจข้าใจว่าเป็นพืชที่มีต้นใหญ่มาก  แท้จริงแล้วเป็นไม้พุ่มล้มลุกที่สูง  50 – 100  ซม.  ถ้าขึ้นในที่ชุ่มชื้นต้นจะอวบน้ำ นิยมบริโภคกันในภาคเหนือ  เรียกกันว่า  “ผักเผ็ดแม้ว”  และภาคใต้เรียกว่า  “หญ้าดอกฟุ้ง”  มีตำนานที่เล่ากันว่า  ผักชนิดนี้เป็นผักที่โปรดปรานกันมากของพ่อบ้านชาวพม่าจนต้องมีให้กินทุก มื้อ  ถ้าวันไหนภรรยาไม่สามารถหามาให้ได้ก็จะอาละวาดทุบตีภรรยาด้วยความโกรธ  ชาวพม่าจึงเรียกต้นนี้ว่า  “พม่าตีเมีย”

ดอก : ช่อดอกออกที่ปลายยอด  แต่ละช่อมีดอกย่อยจำนวนมากอัดกันแน่น  เกสรเพศเมียมีส้มโผล่พ้นดอกเห็นเด่นชัด  เมล็ดมีขนฟูที่ปลิวไปตามลมช่วยในการกระจายพันธุ์

ประโยชน์ : นิยมกินยอดอ่อนเป็นผักสดกับน้ำพริก  อาหารรสจัด  หรือผัดน้ำมัน  มีกลิ่นหอม  ช่วยดับกลิ่นคาว  และช่วยให้เจริญอาหาร  สามารถเก็บกินได้ตลอดปี

การขยายพันธุ์ : ผักกาดช้างมักพบอยู่ตามแปลงปลูกผักของเกษตรกรที่มีแสงแดดส่งถึงตลอดวัน  ถ้าขึ้นในที่ชุ่มชื้นจะกรอบอร่อย  ถ้าอยู่ในที่แห้งแล้งต้นจะแคระแกร็นไม่น่ากิน  ขยายพันธุ์ได้ง่าย  เพียงเก็บเมล็ดแก่ที่แห้งมาโรยในพื้นที่ปลูกไม่นานก็จะได้ลิ้มชิมรส

นิเวศวิทยา : เป็นวัชพืชตามพื้นที่ลุ่มทั่วทุกภาคของไทย

เปราะหอม

ชื่อสามัญ : Sand Ginger, Aromatic Ginger, Resurrection Lily

วงศ์ : ZINGIBERACEAE

เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดิน มีรากสะสมอาหารเป็นตุ้มกลม ทุกส่วนมีกลิ่นหอมและอวบน้ำ

ใบ : แผ่นใบกลม มีขนอ่อนปกคลุมเล็กน้อย ปลายใบค่อนข้างแหลม ช่อดอกออกจากกึ่งกลางต้น

ดอก : สีขาว กลีบปากมีแต้มสีม่วงเข้ม บานเพียงวันเดียว แต่ทยอยบานทุกวันในช่วงฤดูฝน สามารถติดผลและร่วงหล่นเจริญเติบโตต่อไปได้

ประโยชน์ : ใบและเหง้าซอยใส่ในแกงเนื้อสัตว์ ผัดเผ็ด เพื่อช่วยดับกลิ่นคาว หรือเป็นส่วนผสมในเครื่องแกง ให้แคลอรีต่ำ

สรรพคุณทางสมุนไพร : ด้านสมุนไพร ตามตำราพื้นบ้านนำมาชงเป็นชาดื่มแก้ไอ ช่วยขับเสมหะ แก้ท้องอืดเฟ้อ ลดอาการติดเชื้อและไขข้ออักเสบ หรือใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านร่วมกับพืชชนิดอื่น ในมาเลเซียมักใช้ผสมกับน้ำยางน่องเพื่ออาบลูกดอก

การขยายพันธุ์ : เปราะหอมชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดรำไร ไม่ชอบดินแฉะเพราะจะทำให้หัวเน่า ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อมาปลูกใหม่ แต่ควรปฏิบัติในฤดูร้อนและฤดูฝน

นิเวศวิทยา : มีการกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาคในไทย

เอื้องหมายนา (Indian Head Ginger)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์Costus speciosus, หรือ Cheilocostus speciosus

ชื่อวงศ์ : Costaceae

เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้าทอดเลื้อย ลำต้นเหนือดินเป็นลำชูตั้งขึ้น สีแดงเรื่อ

ใบ : รูปไข่ ออกเวียนรอบต้น ปลายแหลม

ดอก : ช่อดอกออกที่ปลายยอด ดอกสีขาว กลีบสีขาวสวยงามเป็นส่วนของเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันและเปลี่ยนรูปเป็นกลีบประดับ ส่วนกลีบดอกขนาดเล็กไม่เด่นชัด

ผล : ผลเป็นฝักสีแดงอัดกันแน่นในช่อ ปลายผลมีจะงอยแหลม ภายในมีเมล็ดสีดำจำนวนมาก

ประโยชน์ : หน่ออ่อนต้มกินกับน้ำพริก หรือใส่ในแกงส้ม แกงเลียง ช่วยให้เจริญอาหาร มีมากในฤดูฝน แต่ไม่ควรกินสด เพราะจะทำให้ท้องร่วงและอาเจียนได้

สรรพคุณทางสมุนไพร : ด้านสมุนไพร เหง้าช่วยขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ แก้ตกขาว แก้อักเสบและติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ขับพยาธิ รากช่วยขับพยาธิ ขับปัสสาวะ แก้ไอ ผดผื่นคัน นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในบ้านกันมาก

การขยายพันธุ์ : เอื้องหมายนาปลูกเลี้ยงง่าย ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดครึ่งวัน ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อมาปลูกใหม่ ไม่นานก็จะเจริญเติบโตต่อได้

นิเวศวิทยา : เป็นพรรณไม้พื้นล่างที่พบทั่วทุกภาคของไทย ตามป่าเบญจพรรณและป่าสนเขาที่ชุ่มชื้น

มันขี้หนู


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Plectranthus  rotundifolius  (Poir.)  Spreng.

ชื่อวงศ์ : Lamiaceae

เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี มีรากสะสมอาหารใต้ดิน ทุกส่วนของต้นอวบน้ำ ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมและทอดเลื้อย ในธรรมชาติพบปลูกในภาคใต้ของไทย

ใบ : รูปกลมแกมรูปไข่ ออกตรงข้ามสลับตั้งฉากกัน ขอบใบหยักมน

ดอก : ช่อดอกออกที่ปลายยอดชูตั้งขึ้นสูง ดอกสีขาวอมม่วงอ่อน ไม่ค่อยติดผล

ประโยชน์ : เป็นผักที่ชาวใต้นิยมนำหัวใต้ดินมาใส่ในแกงส้ม แกงเหลือง แกงไตปลา หรือต้มจิ้มเกลือ น้ำตาล เป็นขนม บ้างก็นำมาหุงกับข้าวสวย หรือกินสด รสมัน ให้แคลเซียมและฟอสฟอรัสค่อนข้างสูง มีให้กินมากในช่วงฤดูฝน ในอินโดนีเซียจะนำหัวแก่มาบดละเอียด ปรุงอาหารแทนมันฝรั่ง แป้งในหัวนำมาอัดเป็นเม็ดใช้ประกอบอาหารได้

สรรพคุณทางสมุนไพร : ในแอฟริกาใช้หัวแก้ท้องเสียที่เกิดจากการติดเชื้อ และแก้โรคตาบางชนิด

การขยายพันธุ์ : มันขี้หนูปลูกเลี้ยงง่าย ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์ด้วยการนำหัวย่อยเล็ก ๆ มาปลูกใหม่ในช่วงฤดูร้อน ไม่นานก็จะผลิใบเจริญเติบโตต่อไป อาจมีแมลงกัดกินใบบ้าง เมื่อหัวมีขนาดใหญ่ ใบจึงเริ่มเหี่ยว ควรขุดหัวขึ้นไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะจะเน่าเสียได้

บุก (Elephant yam, Stanley’s water-tub)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Amorphophallus spp.

ชื่อวงศ์ : ARACEAE

เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี มีลำต้นใต้ดินขนาดใหญ่ทำหน้าที่สะสมอาหาร ลำต้นส่วนเหนือดินอวบน้ำ อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า บุกเนื้อทราย หรือบุกไข่ (A. sp.)

ใบ : ชูขึ้น หยักเว้าเป็นแฉกลึก ก้านใบมีลายด่างสีเขียวคล้ำหรือสีขาว

ดอก : ช่อดอกผลิก่อนออกใบในฤดูร้อน เมื่อดอกโรยจึงผลิใบ พอถึงฤดูหนาวใบจะเริ่มเหี่ยวและพักตัว

ประโยชน์ : หลายคนรู้จักบุกในนามของอาหารเพื่อสุขภาพที่อุดมไปด้วยกลูโคแมนแนน (glucomannan) ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย ชาวอีสานก็รู้จักนำมากินด้วยวิธีพื้นบ้านเช่นกัน บุกที่นิยมนำมากินกันมี 2 ชนิด คือ บุกหูช้าง หรือบุกโคราช (A. koratensis Gagnep.) นิยมกินก้านใบอ่อนที่มีลายและเริ่มโผล่จากดินในฤดูฝน โดยลอกเปลือกออกนำมาต้มจิ้มน้ำพริกหรือใส่ในแกงต่าง ๆ ส่วนหัวใต้ดินต้องกินในฤดูหนาว โดยนำมาหั่นเป็นชิ้นพอคำ ล้างให้สะอาดเพื่อไม่ให้คัน แล้วใส่ในแกงที่มีรสเปรี้ยวเพื่อทำลายแคลเซียมออกชาเลตในหัว หรือนำมาทำขนมแกงบวดก็อร่อย

วิธีขยายพันธุ์ : บุกชอบดินร่วน ระบายน้ำได้ มีแสงแดดรำไร ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหัวมาปลูกในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน ส่วนในฤดูหนาวมักพักตัว ก็ขุดหัวมาประกอบอาหารได้

นิเวศวิทยา : เป็นบุกที่พบเฉพาะในป่าเบญจพรรณแถบตะวันตกของไทยเท่านั้น ซึ่งแปลกกว่าชนิดอื่นคือ บนแผ่นใบจะมีหัวเล็ก ๆ ที่สามารถนำมาขยายพันธุ์ต่อได้ และยังมีกลูโคแมนแนนมากกว่าชนิดอื่น ๆ

คูน (GIANT Elephant Ears)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Colocasia gigantean Hook.f.

ชื่อวงศ์ : Colocasieae

เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี มีหัวอยู่ใต้ดิน ต้นสูงได้ถึง 2 เมตร ตูนมีลักษณะคล้ายกับบอนโหราที่พบทางภาคใต้ ซึ่งมีน้ำยางที่ทำให้คันและอักเสบได้ ให้สังเกตที่น้ำยางบอนโหรามีสีส้ม ขณะที่ตูนมีน้ำยางใสและไม่คัน

ใบ : ก้านใบยาว แผ่นใบรูปหัวใจป้อม ขนาดใหญ่กว่า 40 ซม. แผ่นใบและก้านใบมีนวลสีขาวเครือบอยู่บาง ๆ

ดอก : ช่อดอกออกจากซอกกาบใบกึ่งกลางต้นมีกาบรองช่อดอกสีเหลืองอ่อนห่อหุ้มปลีดอกสีครีมอยู่ภายใน และมีกลิ่นหอม

ประโยชน์ : ก้านใบ ยอดใบ และช่อดอกอ่อนนำมาประกอบอาหารได้ หรือกินเป้นผักสดกับลาบ ส้มตำน้ำตก ยำ และอาหารรสจัดต่าง ๆ ในภาคกลางใช้ทำแกงกะทิ ชาวเหนือและอีสานใช้ทำแกงส้มแกงแค สำหรับก้านควรปอกเปลือกนอกก่อนนำมาประกอบอาหารให้แคลเซียมค่อนข้างสูง

สรรพคุณทางสมุนไพร : หัวใต้ดินช่วยถอนพิษไข้ รักษาแผลเรื้อรัง กันฝ้าซึ่งหมอยาพื้นบ้านในภาคเหนือจะใช้หัวสดหรือตากแห้งแล้วมาฝนกับน้ำผึ้ง ช่วยละลายเสมหะ แก้เจ็บคอได้

การขยายพันธุ์ : ชอบดินชุ่มชื้น มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดครึ่งวันถึงตลอดวันปลูกริมน้ำได้ดี ขยายพันธุ์ง่าย โดยการแยกหน่อมาปลูกใหม่ เมื่อต้นโตเต็มที่ก็ตัดก้านมาประกอบอาหารได้ตามต้องการ

มันเทศ (Sweet Potato)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Ipomoea batatus (L.) Lam.

เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี รากสะสมอาหารใต้ดิน สีขาวหรือม่วงแดง ลำต้นทอดเลื้อย

ใบ : รูปหัวใจเรียมแหลม เรียงสลับกัน ขอบใบหยักเว้าเล็กน้อย ยอดอ่อนมีสีแดงเรื่อ

ดอก : สีม่วงอ่อน ออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด กลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายแผ่บานออกเป็นรูปแตร

ผล : เป็นฝักกลม เมื่อแห้งแตกออก ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาล

ชื่อวงศ์ : Convolvulaceae

ประโยชน์ : ยอดอ่อนนำมาต้มหรือกินเป็นผักสดกับน้ำพริก ลาบ อาหารรสจัดต่าง ๆ หรือใส่ในแกงส้ม ถ้ากินสดมีรสฝาด เมื่อสุกรสจืดมัน ให้วิตามินบี 2 สูง ส่วนหัวหรือรากสะสมอาหารใช้แทนมันฝรั่งในแกงมัสมั่น แต่จะเละง่ายกว่า บ้างก็นำมานึ่งจิ้มน้ำตาลกินเป็นขนม ต้มน้ำตาล หรือกวนเป็นขนมหวาน มันเทศมี 3 พันธุ์ คือ พันธุ์หัวสีแดงเนื้อสีเหลือง หัวสีแดงเนื้อสีม่วง และหัวสีส้มเนื้อสีส้ม ที่ชาวใต้เรียกกันว่า “มันเล” พันธุ์หัวแดงมีวิตามินเอสูงทั้งยอดและหัว

สรรพคุณทางสมุนไพร : หัวมันเทศมีสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ป้องกันการเกิดโรคหัวใจและต้อกระจก ช่วยรักษาเบาหวาน บำรุงกระเพาะ ม้าม เป็นยาช่วยย่อย ช่วยแก้โรคตาบอดกลางคืน และแก้เมาคลื่น น้ำคั้นจากหัวใช้ทาแผลไฟไหม้ ใบตำพอกฝี เถานำมาต้มน้ำดื่มแก้ไขข้ออักเสบ

การขยายพันธุ์ : มันเทศชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง ไม่มีน้ำท่วมขัง แสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์ด้วยการแยกรากสะสมอาหารมาปลูกใหม่ หรือปักชำลำต้นในช่วงฤดูฝน

นิเวศวิทยา : กระจายพันธุ์ในทวีปเอเชีย

ไพล


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Zingiber montanum (Koenig) Link ex Dietr.

เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี เจริญเติบโตเช่นเดียวกับขิง มีเหง้าขนาดใหญ่ทอดเลื้อยใต้ดิน เนื้อเหง้าสีเหลืองอมเขียวและมีกลิ่นหอม ต้นสูงได้ถึง 1.50 เมตร

ใบ : รูปใบหอกแคบเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ปลายเรียวแหลม

ดอก : ช่อดอกออกจากเหง้าใต้ดินติดกับลำต้นเหนือดิน มีกลีบประดับ สีม่วงแดงเรียงซ้อนกันแน่น ปลายกลีบแหลม ภายในมีดอกย่อยสีเหลือง ทยอยบานจากโคนช่อไปยังปลายช่อ

ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae

ประโยชน์ : หน่ออ่อน เหง้าอ่อน และช่อดอกอ่อน กินเป็นผักสดหรือต้มจิ้มน้ำพริก โดยลอกกลีบประดับและดอกที่บานแล้วออก แกะเฉพาะดอกภายในกินกับน้ำพริก อาหารรสจัด หรือซอยใส่ในแกงเผ็ดต่าง ๆ ส่วนใบอ่อนกินสดร่วมกับอาหารเช่นกัน ช่วยดับกลิ่นคาวและทำให้เจริญอาหาร มีเฉพาะในช่วงฤดูฝนเท่านั้น

สรรพคุณทางสมุนไพร : เหง้าช่วยขับระดูให้หญิงหลังคลอด แก้เหน็บชา แก้ปวดท้อง ช่วยขับลมในกระเพาะ แก้ท้องเสีย สำไส้อักเสบ แก้ปวดฟัน โรคผิวหนัง ใช้ทาแผลป้องกันการติดเชื้อ ช่วยสมานแผล แก้เลือดกำเดาไหล ปัจจุบันมีการผลิตเป็นครีมสำหรับทาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ใบแก้ไข้ ดอกแก้ช้ำใน ช่วยขับระดู นอกจากนี้ชาวไทยทรงดำ (ลาวโซ่ง) บดเหง้าแห้งเป็นผง ชงน้ำดื่มบำรุงเลือด หรือตำผสมกับสุราทาแก้ปวดขา พอกแก้ฟกช้ำ แก้สิว หรือหั่นเป็นแว่นร้อยข้อมือเด็กเพื่อกันผี

การขยายพันธุ์ : ไพลชอบดินปนทราย ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดครึ่งวัน นิยมขยายพันธ์ในฤดูร้อนถึงฤดูฝน โดยการแยกเหง้าที่มีรากติดมาปลูก ตัดลำต้นเหนือดินทิ้ง วางให้ด้านที่แตกหน่อตั้งขึ้น กลบดินให้พอแน่น รดน้ำสม่ำเสมอ ถ้าต้องการนำเหง้ามาใช้ประโยชน์ควรขุดหลังจากปลูกแล้ว 10 เดือน

นิเวศวิทยา : กระจายพันธุ์ในเขตร้อนของเอเชีย

ดาหลา (Torch Ginger)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Etlingera elatior (Jack) R.M. Sm.

เป็นพืชวงศ์เดียวกับขิง ข่า นิยม ปลูกเป็นไม้ประดับกันมาก มีลำต้นเป็นเหง้าทอดเลื้อยใต้ดิน เจริญเป็นกอสูงกว่า 2 เมตร

ใบ : รูปขอบขนานเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ปลายใบเรียวแหลม ใต้บีม่วงแดง ยาวกว่า 50 ซม.

ดอก : ช่อดอกออกจากเหง้าใต้ดินชูตั้งขึ้นสูง กลีบรองดอกมีทั้งสีแดงอมชมพูและสีขาว ดอกบานได้นานกว่าหนึ่งเดือน จนติดผลดอกดกในช่วงฤดูฝน

ชื่อวงศ์ : Zingiberales

ประโยชน์ : หน่ออ่อนนำมาปอกเปลือกนอกออก ส่วนลำต้นเนื้อดินปอกเปลือกนอกออกให้เหลือแต่แกนกลางแล้วนำมาลวกหรือกินสดรสเผ็ดซ่า ส่วนดอกตูมนิยมกินกลีบรองดอกสีชมพูหรือขาว มีรสเปรี้ยว ชาวใต้นิยมซอยทั้งหน่อ แกนกลางและดอกใส่ข้าวยำหรือกินกับน้ำพริก บ้างก็นำกลีบรองดอกใส่ในแกงเผ็ด แกงกะทิแกงคั่ว หรือทำเป็นเครื่องดื่มแก้กระหาย

สรรพคุณทางสมุนไพร : ดอกดาหลามีสรรพคุณทางสมุนไพร แก้โรคผิวหนัง ลมพิษ และมีฤทธิ์ในการขับลม

การขยายพันธุ์ : ดาหลาชอบดินชุ่มชื้น มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดครึ่งวันถึงรำไรขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อมาปลูกในฤดูร้อนหรือฤดูฝน โดยตัดลำต้นเหนือดินให้เหลือประมาณ 30 ซม. แล้วปลูกลงพื้นที่ที่เตรียมไว้ กลบดินให้พอมิดเหง้า รดน้ำสม่ำเสมอ ไม่นานก็แตกหน่อใหม่ ถ้าปลูกเป็นไม้ประดับในบ้านจะให้ร่มเงาได้ดี

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในไทยพบทั่วทุกภาคตามป่าดิบชื้น

ซ่อนกลิ่น (Tuberose)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Polianthes tuberose L.

เป็นไม้หัวล้มลุกอายุหลายปี มีลำต้นใต้ดินเป็นหัวสะสมอาหาร ต้นสูงถึง 1.20 เมตร

ใบ : เป็นใบรูปแถบ ยาว 45 – 50 ซม. ปลายใบแหลม

ดอก : ช่อดอกออกที่กลางต้น ชูขึ้นสูงถึง 1 เมตร มี 40 – 90 ดอกต่อช่อ สีขาว มีทั้งกลีบดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน บานจากโคนไปยังปลายช่อ มีกลิ่นหอมแรงตอนกลางคืน

ชื่อวงศ์ : AGAVACEAE

ประโยชน์ : ดอกนำมาผัดหรือใส่ในแกงจืด ในต่างประเทศใช้ผสมในช็อกโกแลตเพื่อเพิ่มความหอม มีมากในฤดูฝน ในอดีตนิยมใช้ในงานศพ แต่ด้วยสีสันและรูปลักษณ์ของช่อดอกปัจจุบันเป็นไม้ตัดดอกที่มีราคาและเป็นที่นิยมทั้งงานมงคลและอวมงคล ในต่างประเทศนำมาสัดทำน้ำหอม และใช้บำบัดโรคด้วย อโรมาเทอราปี

การขยายพันธุ์ : ซ่อนกลิ่นชอบดินร่วน ระบายน้ำดี แสงแดดจัดถึงคร่งวัน ขยายพันธุ์โดยการแยกหัวมาปลูกใหม่ สามารถปลูกเป็นไม้ประดับในบ้านได้ สำหรับต้นที่ออกดอกแล้ว ควรขุดหัวข้นมาแล้วพักหัวในที่ร่มเลือกหัวที่สมบูรณ์ในฤดูต่อไป