กระดอม

ชื่ออื่น : ขี้กาดง (สระบุรี), ผักแคบป่า (น่าน), มะนอยจา (เหนือ), มะนอยหก, มะนอยหกฟ้า (แม่ฮ่อนสอน)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Gymnopetalum cochinchinense (Lour.) Kurz.

ชื่อวงศ์ : CUCURBITACEAE

เป็นไม้เถาเลื้อย มีมือเกาะ เหมือนมะระขี้นก

ใบ : เป็นใบเดี่ยว แยกเพศแต่อยู่ต้นเดียวกับ

ดอก : กลีบดอกมี 5 กลีบ ฐานเชื่อมต่อกัน กลีบรองดอกเชื่อติดกันเป็นหลอดยาว ออกตามง่ามใบ

ผล : ขนาดเท่าผลสมอไทย หัวท้ายแหลม สันสีอ่อน 10 สันตามแนวหัวท้าย เมื่อสุกสีแดงสด ผลแก่และผลสุกมีพิษ ห้ามรับประทาน การเก็บ จะเก็บลูกอ่อนมาตากแห้ง

สรรพคุณทางสมุนไพร :

  • ใบ รสขม ตำคั้นเอาน้ำหยอดตา แก้ตาอักเสบ รับประทานแก้พิษของลูกสุก แก้พิษบาดทะยักกำเริบเพราะรักษาผิด
  • ลูก ใช้ลูกอ่อนตากแห้ง รสขม บำรุงน้ำดี แก้ดีแห้ง ดีฝ่อ ดีเดือด คลั่งเพ้อ เจริญอาหาร ทำโลหิตให้เย็น ดับพิษโลหิต บำรุงมดลูก แก้ไข้รักษามดลูกหลังจากการแท้ง หรือ คลอดบุตร แก้มดลูกอักเสบถอนพิษผิดสำแดง แก้พิษผลไม้บางชนิด
  • ราก รสขม ต้มรับประทาน แก้ไข้ บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร ดับพิษโลหิตเจริญอาหาร บดผสมน้ำร้อน ทาถูนวดแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและอ่อนล้า

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

นิเวศวิทยา : เกิดอยู่ตามที่รกร้างใบป่าเขาทั่วไป

แตงไทย (Muskmelon)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Cucumis melo L.

เป็นไม้เถาเลื้อยที่มีอายุสั้น ทุกส่วนของต้นมีขนปกคลุกลำต้นลายเป็นสันยาว มีมือเกาะไม่แตกแขนง

ใบ : เรียงสลับกัน รูปกลมหรือรูปโต มีแฉกตื้น ๆ 5 – 7 แฉกขอบใบหยักมน

ดอก : ช่อดอกมีทั้งดอกเพศผู้ เพศเมีย และดอกสมบูรณ์เพศอยู่ในต้นเดียวกัน กลีบดอกสีเหลือง มี 5 กลีบ

ผล : รูปทรงกระบอก ขนาดใหญ่ มีลายสีเขียวเข้มสลับเขียวอ่อน เมื่อสุกมีเนื้อนุ่ม สีเหลืองอ่อนอมส้ม กลิ่นหอมหวาน

เมล็ด : มีเมล็ดรูปรีแบนจำนวนมาก

ชื่อวงศ์ : Cucurbitaceae

ประโยชน์ : ผลสุกนอกจากกินเป็นผลไม้และของหวานแล้ว ผลอ่อนยังกินเป็นผักสดหรือต้มสุกจิ้มกับน้ำพริก อาจดองกิน หรือใส่ในแกงเลียงแกงส้ม ส่วนเมล็ดแก่คั่วกินได้ มีหลายพันธุ์ที่ให้รสหวานและมีกลิ่นหอม ไม่ฉุนมาก บางนำราว่าแตงไทยเหมาะกับผู้ที่มีธาตุไฟและธาตุลม

สรรพคุณทางสมุนไพร : น้ำต้มรากกินเป็นยาระบาย ทำให้อาเจียน ดอกแห้งต้มน้ำดื่มแก้ดีซ่าน ผลเป็นยาระบาย ช่วยขับปัสสาวะ แก้ไอ และเป็นยา ช่วยย่อย น้ำมันจากเมล็ดใช้ปรุงอาหารได้

การขยายพันธุ์ : แตงไทยชอบดินร่วนปนทราย ไม่มีน้ำท่วมขังแฉะ มีอินทรียวัตถุสูงขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดเช่นเดียวกันแตงกวา ในช่วงฤดูฝนระวังโรครากเน่าคอดินและตั๊กแตนกันดิน

นิเวศวิทยา : มีการกระจายพันธุ์ในประเทศเขตร้อนและอบอุ่น

กระไดลิง


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Bauhinia horsfieldii Mc. Brid.

ไม้เถา เลื้อยพากพันต้นไม้ใหญ่ เถาแบนๆโค้งไปมา เป็นรูปขั้นบันได เกิดตามป่าดงดิบเขา ป่าเบญจพรรณทั่วไป

ใบ : ใบเดี่ยวแฉกลึกคล้ายใบแฝด แต่ปลายเรียวแหลมทั้งสองแฉก

ผล : เป็นฝักแบนกว้าง 1-2 นิ้ว ยาวประมาณ 6-8 นิ้ว

ชื่อวงศ์ : FABACEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : เถา รสเบื่อเมา แก้พิษทั้งปวง แก้ตัวร้อน แก้ไข้ ขับเหงื่อ แก้พิษฝี แก้ไข้เซื่องซึม

กระเช้าสีดา


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Aristolochia indica Linn.

ไม้เถาเนื้อแข็งกิ่งยาวเรียวเป็นร่อง

ใบ : ใบเดี่ยวรูปหัวใจปลายเรียวแหลม โคนตรงขอบเรียบ ยาว 5-10 เซนติเมตร

ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ช่อละ 2-3 ดอก ที่ง่ามใบ ฐานดอกเป็นกระเปาะกลม มีท่อสีเขียวยาวออกไป ปลายบานเป็นกลีบเดียว พื้นด้านบนสีน้ำตาลอมเขียว ขอบสีม่วงดำ ด้านล่างสีม่วงดำ ยาว 3-4 เซนติเมตร

ผล : ทรงกลม ยาว 4-5 เซนติเมตร เมื่อแก่เป็นสีน้ำตาลอ่อน จะแตกออกเป็น 6 พู มีสายห้อย 6 เส้น

เมล็ด : แบนรูปไข่มีปีก เกิดตามป่าเบญจพรรณทั่วไป

ชื่อวงศ์ : ARISTOLOCHIACEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบ ใบสด ตำคั้นเอาน้ำกินและพอก แก้พิษงู ราก รสเผ็ดร้อน ขับลม ขับลมในลำไส้สำหรับทารกแรกเกิด ทำให้ระดูมาตามปกติ บำรุงร่างกาย และเป็นยากระตุ้น กินมากทำให้อาเจียน

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยเมล็ด

ก้นปิด


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Stephania hernandifolia (Willid.) Walp.

ไม้เถาไม่มีมือจับ

ใบ : เป็นใบเดี่ยวรูปไข่ปลายแหลม ฐานกลมปิดก้านใบ คล้ายใบกรุงเขมาแต่ไม่มีขน นิ่มไม่ฉ่ำน้ำ

ดอก : ตัวผู้และดอกตัวเมียแยกต้นกัน ดอกมีขนาดเล็ก ก้านสั้น ออกเป็นช่อทรงก้านร่ม

ผล : รูปไข่ เมล็ดรูปครึ่งวงกลม เป็นพืชที่พบในป่าและชนบทเขตร้อนทั่วไป

ชื่อวงศ์ : MENISPERMACEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : ราก รสฝาดขม แก้ไข้ แก้ไข้ท้องเสีย แก้ธาตุไม่ปกติ แก้โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด