อัญชัน (Asian pigeonwings, Blue Pea, Butterfly Pea)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Clitoria ternatea L.

เป็นไม้เลื้อย อายุหลายปี

ใบ : ประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบรูปรี

ดอก : ช่อดอกออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด มีทั้งดอกสีม่วง สีฟ้า และสีขาว ดอกรูปดอกถั่ว มีทั้งกลีบดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน

ฝัก : แบน ขนาดประมาณ 1 ซม. ยาว 8–10 ซม. ภายในมีเมล็ดแบนสีน้ำตาล
ประโยชน์ : นิยมกินยอดและฝักอ่อนเป็นผักสดหรือลวกสุก กินกับน้ำพริก รสมัน มีให้กินมากในช่วงฤดูฝน ดอกสีม่วงใช้เป็นสีธรรมชาติใส่ขนมต่าง ๆ

วงศ์ : LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากช่วยขับเสมหะ เป็นยาระบายอ่อน ๆ หรือนำมาฝนผสมน้ำสะอาดใช้หยอดตาแก้ตาอักเสบ หรือใช้เป็นยาแก้ปวดฟัน เมล็ดเป็นยาระบายอ่อน ๆ

การขยายพันธุ์ : อัญชันปลูกเลี้ยงง่าย เพียงนำเมล็ดมาหว่านในดิน รดน้ำให้ชุ่มชื้น อีก 7–10 วัน เมล็ดจะเริ่มงอก ไม่นานก็ผลิดอกได้ ควรปลูกในที่มีแสงแดดตลอดวัน แล้วทำค้างไม้ให้เลื้อยและตัดแต่งทรงพุ่มอยู่เสมอ

เสาวรส (Passion fruit)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Passiflora edulis Sims

ชื่ออื่น (ภาษาอังกฤษ) : Jamaica honey-suckle, Yellow granadilla

เป็นไม้เถาเลื้อย กระจายพันธุ์ทางตะวันออกของบราซิล เปรู เวเนซุเอลา หมู่เกาะอินดีสตะวันตก และตรินิแดดและโตเบโก พบปลูกทุกภาคในไทย

ใบ : รูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายมนมีติ่งแหลม แผ่นใบหนาเป็นมันมีหูใบเป็นเส้น

ดอก : ออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด ขนาดประมาณ 7 ซม. กลีบเลี้ยงและกลีบดอกด้านในสีแดงเรื่อ ด้านนอกสีเขียว เกสรเพศผู้สีม่วง ปลายขาว

ผล : ค่อนข้างกลม ขนาดประมาณ 8 ซม. เมื่อสุกมีสีเหลืองหรือสีม่วง เปลือกแข็ง ภายในมีเมล็ด

เมล็ด : แบนสีดำจำนวนมากห่อหุ้มด้วยเยื่อเมือกสีเหลือง

วิธีบริโภค : ยอดอ่อนนำมาต้มกินกับน้ำพริก ลาบ หรืออาหารรสจัดต่าง ๆ มีให้กินตลอดปี ส่วนผลสุกกินเป็นผลไม้สด ๆ เพียงโรยน้ำตาลแล้วตักเนื้อและเมล็ดกินได้ทันที หรือคั้นน้ำทำเครื่องดื่ม แยม หรือไอศกรีม มีรสเปรี้ยวมาก ให้วิตามินเอและวิตามินซีสูง

ประโยชน์ :  นำมารับประทานได้

สรรพคุณทางสมุนไพร : น้ำเสาวรสช่วยให้หลับสบาย ลดไขมันในเส้นเลือด และแก้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ มีการวิจัยพบว่า เมล็ดมี albumin homologous protein ที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้

การขยายพันธุ์ : เสาวรสชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือปักชำกิ่ง ควรทำซุ้มไม้ให้เลื้อยพัน หมั่นตัดแต่งทรงพุ่มอยู่เสมอ สามารถปลูกเป็นไม้ประดับริมรั้วได้ดี

ฟัก (winter melon)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Benincasa hispida (Thunb.) Cogn.

เป็นไม้เลื้อย มีลำต้นเลื้อยพัน ทุกส่วนมีขนหยาบปกคลุม มีมือเกาะแตกแขนง 2 – 3 แขนง

ใบ : หยักเว้าเป็นแฉก เรียงสลับกัน

ดอก : แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกบานขนาด 6 – 12 ซม. สีเหลือง ดอกเพศผู้มีอับเรณูสีเหลือง ก้านดอกยาว ดอกเพศเมียมีรังไข่อยู่ใต้วงกลีบ ก้านดอกสั้น

ผล : ทรงกระบอก ยาวได้ถึง 50 ซม. เมื่ออ่อนมีขนอ่อนปกคลุม พอแก่ผลแข็ง มีนวลสีขาวปกคลุม ภายในมีเมล็ดรูปไข่แบนจำนวนมาก

ชื่อวงศ์ : Cucurbitaceae

ประโยชน์ : ยอดอ่อนใช้ทำแกงเลียง แกงส้ม ผลใส่ในแกงเผ็ด มีเนื้อนุ่มเคี้ยวง่าย เหมาะกับผู้สูงอายุ ให้คุณค่าทางอาหารพอเพียง นิยมใช้ประกอบอาหารจีน ทั้งแกงจืด เป็ดตุ๋น ไก่ตุ๋น ผัดเผ็ดต่าง ๆ เพราะเชื่อว่าเป็นยาเย็น แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และช่วยลดไข้ได้ดี

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากต้มน้ำดื่มเป็นยาลดไข้ แก้กระหายน้ำ และถอนพิษ ใบตำพอกแก้ฟกช้ำบวมเนื่องจากแมลงกัดต่อย ผลต้มใส่น้ำตาลกรวดดื่มเป็นยาเย็น แก้ร้อนใน บำรุงร่างกาย เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ โดยเฉพาะฟักหอม (ผลกลม) จะมีกลิ่นหอมชื่นใจ เมล็ดเป็นยาระบาย ช่วยถ่ายพยาธิ ลดไข้ แก้ปวด บวมอักเสบ รักษาริดสีดวงทวาร ลำไส้อักเสบ ทางเดินปัสสาวะและไตอักเสบ บำรุงผิว

การขยายพันธุ์ : ฟักชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปฏิบัติเช่นเดียวกับการปลูกฟักทองและแตงโม แต่ใช้พื้นที่น้อยกว่า เพราะการปลูกฟักจำเป็นต้องทำค้างให้ต้นเลื้อยพันจึงจะให้ผลมาก

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในเกาะชวา ปลูกมากในเอเชีย

ฟักข้าว (Spiny Bitter Gourd, Sweet Gourd, Cochinchin Gourd)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Momordica cochinchinensis (Lour.) Spreng.

เป็นไม้เลื้อย อายุหลายปี เถาขนาดใหญ่และมีเนื้อไม้

ใบ : รูปหัวใจ ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นสามพู ปลายหยักแหลม โคนใบติดกับก้านใบมีต่อมสีเขียว 2 ต่อม มีมือจับออกจากซอกก้านใบ

ช่อ : ดอกออกที่ซอกใบปลายยอด เป็นดอกแยกเพศอยู่ต่างต้นกัน ดอกสีเหลือง โคนกลีบมีแต้มสีน้ำตาลคล้ำ ดอกบานขนาด 8 – 10 ซม. ใบประดับรูปไข่มีขนยาวปกคลุมหนาแน่น ดอกเพศเมียมีรังไข่รูปรีและปกคลุมด้วยหนาม

ผล : รูปไข่ ขนาด 7 – 10 ซม. มีหนามแข็งปกคลุมรอบ เมื่อสุกมีเนื้อนุ่ม สีส้มถึงแดงสด เนื้อในสีแดงอมส้ม เมล็ดรูปไข่แบน

ชื่อวงศ์ : Cucurbitaceae

ประโยชน์ : นำยอดและผลอ่อนมาลวก ต้ม นึ่งจิ้มน้ำพริก หรือใส่ในแกงแค แกงส้ม แกงเลียง หรือนำผลมาฝานเป็นชิ้น ต้มกับกะทิ กินกับน้ำพริก รสขม มีให้กินตลอดปี ให้ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินซี และโปรตีนสูง ชาวลาวเรียกว่า “เก๊ก” นิยมนำเนื้อสีแดงในผลสุกมาผสมคลุกเคล้ากับข้าวเหนียว ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วนำไปหุง ข้าวเหนียวจะมีสีแดงอมส้มสวยสด กินกับขนมต่าง ๆ ได้อย่างเพลิดเพลิน

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากและใบใช้ถอนพิษไข้ หรือนำรากมาแช่น้ำ ใช้สระผม แก้ผมร่วงและฆ่าเหา ใบใช้เป็นส่วนผสมในยาเขียว หรือนำมาตำพอกแก้ปวดหลัง ปวดกระดูก เมล็ดช่วยบำรุงปอด แก้ไอ ขับปัสสาวะ แก้หูด วัณโรค และริดสีดวงทวาร

การขยายพันธุ์ : ฟักข้าวชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดจัด ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือปักชำกิ่งแก่ ต่อมาจึงแตกรากและเจริญเติบโตต่อไปได้ ระยะแรกควรปลูกในที่ร่ม เมื่อต้นตั้งตัวได้จึงย้ายปลูกลงดิน ควรทำค้างที่แข็งแรงให้เลื้อยพัน เนื่องจากเถามีขนาดใหญ่ และควรปลูกมากกว่าหนึ่งต้น เพื่อให้ได้ทั้งต้นเพศผู้และเพศเมีย หมั่นเก็บยอดกินอยู่เสมอ จะได้ทั้งยอดและผลกินอย่างแน่นอน

นิเวศวิทยา : กระจายพันธุ์ในประเทศเขตร้อน พบตามป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาคของไทย

บวบ (Angled Gourd, Angled Loofah)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์Luffa acutangula Roxb.

เป็นไม้เลื้อย อายุสั้น ทุกส่วนของต้นมีขนยาวปกคลุม

บวบเป็นผักกินผลอ่อน และเป็นที่นิยมกันมากในเมืองไทย เนื่องด้วยรสชาติอร่อย การปลูกที่ไม่ยากและหาซื้อได้ง่ายนั่นเอง สำหรับบวบที่มีขายในตลาดมี 3 ชนิด มีลักษณะและวิธีการบริโภคดังนี้

  1. บวบเหลี่ยม [Luffa acutangula (L.) Roxb. : ชื่อสามัญ Angled Loofah] มีการกระจายพันธุ์ในประเทศเขตร้อน ดอกสีเหลืองสดใส กินได้ทั้งดอกและผลอ่อน โดยนำมาต้มจิ้มน้ำพริก หรือปรุงอาหาร เช่น แกงเลียง แกงส้ม หรือผัดร่วมกับผักชนิดอื่น ๆ รสหวาน แต่บางคนกลับไม่ประทับในรสชาติของบวบเหลี่ยม เพราะกินแล้วขม ซึ่งผู้ใหญ่บางท่านก็ว่าเป็นเพราะโดนแตนเจาะผล วิธีเลือก ควรเลือกผลไม่ใหญ่เกินไปนัก เปลือกสีเขียวอ่อน ไม่แข็งมาก มีเหลี่ยมตื้น แล้วปอกเปลือกบริเวณที่เป็นสันเหลี่ยมออก แต่ถ้าผลอ่อนมากไม่ต้องปอกสันออก บางคนเชื่อว่าผู้มีไข้ตัวร้อนไม่ควรกิน
  2. บวบหอม [Luffa cylindrical (L.) M. Roem. : ชื่อสามัญ Dish-cloth Gourd หรือ Sponge Gourd มีการกระจายพันธุ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลียตอนเหนือ และตาฮิติ ดอกสีเหลืองสดเช่นกัน นิยมนำยอดและช่อดอกอ่อนมาลวกหรือต้มจิ้มน้ำพริก ใส่ในแกงเลียงหรือแกงส้ม ผลอ่อนผัดกับหมูหรือกุ้งสด มีกลิ่นหอมชวนกิน รสหวานเล็กน้อยและมีเนื้อนุ่ม บางคนจึงเรียกว่า “บวบหวาน” มีใยอาหารมาก ให้แคลอรีต่ำ และมีชาโปนิน (sapoonin) สารเมือกที่ช่วยให้ถ่ายคล่อง วิธีเลือก ควรเลือกผลที่มีผิวสดเต่ง ปลายผลและกลีบเลี้ยงไม่หักหรือช้ำ หรือมีกลีบดอกแห้งติดอยู่ ชาวจีนเชื่อว่าบวบช่วยรักษาโรคคางทูมได้ โดยนำผลบวบมาเผาให้เป็นถ่าน แล้วบดผสมกับน้ำ ทาบริเวณที่เกิดอาการ นอกจากนี้ผลบวบแก่ที่แห้งที่เรียกว่า “รังบวบ” ยังใช้ทำความสะอาดร่างกายหรือล้างถ้วยชามได้
  3. บวบงู (Trichosanthes anguina L : ชื่อสามัญ Snake Cucumber หรือ Snake Gourd) มีการกระจายพันธุ์ในอินเดียถึงปากีสถาน ดอกสีขาว ขอบกลีบเป็นครุย นิยมกินผลอ่อนเป็นผักสด หรือต้มให้สุกกินกับน้ำพริกหรืออาหารรสจัดต่าง ๆ บ้างก็ใส่ในแกงส้ม แกงเลียง ถ้าไม่ชอบเมือกในเนื้อ ให้ทาเกลือที่ผิวผลก่อนนำมาปรุงอาหาร จะช่วยลดเมือกได้ ด้วยผลสีเขียวเป็นลายกระ เรียว บิดคล้ายงู และมีรสขมเล็กน้อย จึงไม่เป็นที่นิยมเท่าสองชนิดแรก พบปลูกบ้างตามบ้านเรือนเท่านั้น บางท้องถิ่นก็เรียกว่าบวบงูเขี้ยวหรือบวบงูลาย

ใบ : หยักเว้าเป็นพู

ดอก : มีดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้นกัน

ผล : ยาวรูปทรงกระบอก ทั้งอ้วนป้อมและแคบเล็ก

ชื่อวงศ์ : CUCURBITACEAE

ประโยชน์ : บวบเป็นที่นิยมกันมากทั้งไทย อินเดีย และจีน ในอดีตนิยมใส่ในแกงเลียงให้หญิงหลังคลอดบุตรกิน เพราะเชื่อว่าจะช่วยเรียกน้ำนมได้ดี บางคนก็นำบวบมาปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้น ต้มกับน้ำตาลปิ๊บ พอประมาณ เมื่อเดือดก็ยกลง ดื่มน้ำขณะอุ่น ๆ จะช่วยแก้เผ็ดได้ดี

การขยายพันธุ์ : บวบทั้งสามชนิดชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์โดยนำเมล็ดหว่านลงในดิน อีก 7 – 10 วัน เมล็ดจะงอก ควรเตรียมค้างไม้ให้ต้นเลื้อย อย่าให้มีแมลงมากันกินยอดหรือดูดน้ำเลี้ยง ไม่นานดอกเพศผู้จะเริ่มผลิบาน จากนั้นดอกเพศเมียจะทยอยบานเรื่อย ๆ และได้กินผลในไม่ช้า บางท่านจะผูกเชือกที่ปลายผลขณะกำลังเจริญ ห้อยด้วยหิน เพื่อถ่วงให้ผลตรงสวยงาม

ถั่วพู (Winged bean)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Psophocarpus tetragonolobus (L.) DC.

เป็นไม้เลื้อย อายุหลายปี มีรากสะสมอาหารขนาดใหญ่

ใบ : มีใบย่อย 3 ใบ รูปไข่

ดอก : ช่อดอกผลิจากซอกใบ รูปดอกถั่ว สีขาวหรือม่วงอ่อน ภายในมีเมล็ดสีขาว สีน้ำตาลแถมเหลือง หรือสีดำ

ชื่อวงศ์ : Leguminosae

ประโยชน์ : รากสะสมอาหารกินเป็นผักสด นำมาประกอบอาหาร หรือเชื่อมกินเป็นขนม ยอดและช่อดอกอ่อนนำมาผัดน้ำมันหรือลวกจิ้มน้ำพริก กินกับส้มตำ ฝักอ่อนที่เมล็ดยังไม่แก่ เพราะเมล็ดแก่มีสารพิษที่ความมร้อนไม่สามารถทำลายได้ ซึ่งมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์บางนิดในร่างกาย

สรรพคุณทางสมุนไพร : ตำรายาไทยนำรากขนาดใหญ่มาหั่น คั่วให้เหลืองและชงน้ำดื่ม ช่วยบำรุงกำลังแก้ไข แก้ แก้อ่อนเพลีย ทำให้จิตใจ ชุ่มชื่น มีรสขมเล็กน้อย มีโปรตีน 8 – 10 เปอร์เซ็นต์ คาร์โบไฮเดรต 30 เปอร์เซ็นต์ และแร่ธาตุสำคัญอีกหลายชนิด เมล็ดมีโปรตีนใกล้เคียงกับถั่วเหลือง มีกรดโอเลอิกและไอโนเลอิกใกล้เคียงกับถั่วลิสงใช้สกัดน้ำมัน ทำแป้งขนมปัง และทำน้ำนม ช่วยป้องกันมะเร็งและชะลอความแก่ นอกจากนี้ยังมีกรดอีรูซิก (erucic) ที่ใช้รักษาสิวและโรคผิวหนังบางชนิด

การขยายพันธุ์ : ถั่วพูชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดจัด ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด โดยหว่านเมล็ดลงในพื้นที่ปลูก ประมาณ 7 – 10 วัน ต้นจะเริ่มงอก หลังปลูกประมาณ 75 วัน จะเริ่มออกดอก ติดผลเรื่อยไป ควรทำค้างให้เลื้อยพัน และดูแลอย่าให้มีแมลงเข้าทลาย โดยหมั่นรดน้ตามยอดและใต้พุ่มใบอยู่เสมอ

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันออก แถบเทือกเขาตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย และปาปัวนิวกินี

แตงกวา (Cucumber)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Cucumis sativus L.

เป็นไม้เลื้อย อายุสั้น ลำต้นเป็นเหลี่ยม ทุกส่วนของต้นมีขนแข็งปกคลุมมีมือจับ

ใบ : คล้ายรูปหัวใจ ขอบใบหยักเว้าตื้น ๆ 3 – 5 แฉก

ดอก : แยกเพศอยู่ร่วมต้นเดียวกัน โดยดอกเพศผู้จะผลิบานก่อนดอกเพศเมีย กลีบเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก สีเหลือง ดอกเพศเมียมีรังไข่รูปรีแหละมีหนามเล็กๆ ปกคคุมอยู่ใต้วงกลีบ

ผล : เมื่อติดผลรังไข่จะขยายขนาดเป็นผลรูทรงกระบอกทรงกลม มีลายสีเขียวอ่อนและหนามเล็ก ๆ เมื่อสุกแก่เปลี่ยนเป็นรหัสสีเหลืองเข้ม ภายในมีรูปมเม็ดรูปหยดน้ำแบน ๆ จำนวนมาก

ชื่อวงศ์ : CUCURBITACEAE

ประโยชน์ : แตงกวานอกจากกินผลอ่อนเป็นผักสดหรือนำมาประกอบอาหารแล้วผลแก่ยังนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง ทั้งแกงส้ม แกงเลียงหรือนำมาผัดกับผักชนิดอื่น ๆ โดยนำมาปอกเปลือกและคว้านไส้กลางที่เป็นเมล็ดออก อร่อยไม่แพ้แตงกวาอ่อน

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากนำมาต้มน้ำดื่มเป็นยาระบายและทำให้อาเจียนดอกตากแห้งต้มน้ำดื่มแก้โรคดีซ่าน หรือบดเป็นผงพ่นแผลในจมูกผลเป็นยาระบาย ช่วยขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ และน้ำนม ส่วนเมล็ด ช่วยขับปัสสาวะและแก้ไอ น้ำมันจากเมล็ดนำมาประกอบอาหารได้เช่นกัน

การขยายพันธุ์ : แตงกวาปลูกเลี้ยงง่าย ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ประมาณ 7 วัน ต้นจะงอกและเจริญเติบโตต่อไป ควรทำค้างให้เลื้อยพัน และหมั่นดูแลไม่ให้มีเพลี้ยมาทำลาย ก็จะได้กินผลแน่นอน

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในแถบหิมาลายัน

แตงไทย (Muskmelon)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Cucumis melo L.

เป็นไม้เถาเลื้อยที่มีอายุสั้น ทุกส่วนของต้นมีขนปกคลุกลำต้นลายเป็นสันยาว มีมือเกาะไม่แตกแขนง

ใบ : เรียงสลับกัน รูปกลมหรือรูปโต มีแฉกตื้น ๆ 5 – 7 แฉกขอบใบหยักมน

ดอก : ช่อดอกมีทั้งดอกเพศผู้ เพศเมีย และดอกสมบูรณ์เพศอยู่ในต้นเดียวกัน กลีบดอกสีเหลือง มี 5 กลีบ

ผล : รูปทรงกระบอก ขนาดใหญ่ มีลายสีเขียวเข้มสลับเขียวอ่อน เมื่อสุกมีเนื้อนุ่ม สีเหลืองอ่อนอมส้ม กลิ่นหอมหวาน

เมล็ด : มีเมล็ดรูปรีแบนจำนวนมาก

ชื่อวงศ์ : Cucurbitaceae

ประโยชน์ : ผลสุกนอกจากกินเป็นผลไม้และของหวานแล้ว ผลอ่อนยังกินเป็นผักสดหรือต้มสุกจิ้มกับน้ำพริก อาจดองกิน หรือใส่ในแกงเลียงแกงส้ม ส่วนเมล็ดแก่คั่วกินได้ มีหลายพันธุ์ที่ให้รสหวานและมีกลิ่นหอม ไม่ฉุนมาก บางนำราว่าแตงไทยเหมาะกับผู้ที่มีธาตุไฟและธาตุลม

สรรพคุณทางสมุนไพร : น้ำต้มรากกินเป็นยาระบาย ทำให้อาเจียน ดอกแห้งต้มน้ำดื่มแก้ดีซ่าน ผลเป็นยาระบาย ช่วยขับปัสสาวะ แก้ไอ และเป็นยา ช่วยย่อย น้ำมันจากเมล็ดใช้ปรุงอาหารได้

การขยายพันธุ์ : แตงไทยชอบดินร่วนปนทราย ไม่มีน้ำท่วมขังแฉะ มีอินทรียวัตถุสูงขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดเช่นเดียวกันแตงกวา ในช่วงฤดูฝนระวังโรครากเน่าคอดินและตั๊กแตนกันดิน

นิเวศวิทยา : มีการกระจายพันธุ์ในประเทศเขตร้อนและอบอุ่น

กระทงลาย


ชื่อทางวิทยาศาสตร์Celastrus paniculatus Willd.

ไม้พุ่มเลื้อย สูง 3-10 เมตร เนื้อไม้สีน้ำตาลแดง

ใบ : เป็นใบเดี่ยวรูปรี โคนสอบปลายแหลม ริมหยักละเอียดหน้าใบเรียบ ท้องใบมีเส้น 5-8 คู่ ยาว 3-6 นิ้ว

ดอก : ช่อออกที่ปลายยอด ลูกกลม 5-8 มิลลิเมตร ยาว 5-10 มิลลิเมตร

ผล :ผลแก่จะแตกออกเป็น 3 ห้อง เห็นเมล็ดสีแดง เกิดตามป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณชื้นทั่วไป

ชื่อวงศ์ : CELASTRACEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบ รสขมฝาดเมา แก้บิด กระตุ้นประสาท ถอนพิษเฝื่อน ลูก รสขมเมา แก้จุกเสียด บำรุงเลือด แก้พิษงู แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ขับเหงื่อ แก้ไข้จับ แก้เหน็บชา เมล็ด รสขมเมา แก้อัมพาต แก้ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ แก้ไข้ น้ำมันจากเมล็ด รสร้อนเมา แก้เหน็บชา ขับเหงื่อ

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

กระไดลิง


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Bauhinia horsfieldii Mc. Brid.

ไม้เถา เลื้อยพากพันต้นไม้ใหญ่ เถาแบนๆโค้งไปมา เป็นรูปขั้นบันได เกิดตามป่าดงดิบเขา ป่าเบญจพรรณทั่วไป

ใบ : ใบเดี่ยวแฉกลึกคล้ายใบแฝด แต่ปลายเรียวแหลมทั้งสองแฉก

ผล : เป็นฝักแบนกว้าง 1-2 นิ้ว ยาวประมาณ 6-8 นิ้ว

ชื่อวงศ์ : FABACEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : เถา รสเบื่อเมา แก้พิษทั้งปวง แก้ตัวร้อน แก้ไข้ ขับเหงื่อ แก้พิษฝี แก้ไข้เซื่องซึม