มะขามป้อม (Indian Gooseberry)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus emblica L.

เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 8-12 เมตร ลำต้นมักคดงอ สีเทาอมดำ ผิวเปลือกต้นแก่อายุ 4 ปีขึ้นไป จะเป็นลักษณ์แตกขุรขระ เปลือก มีรสฝาดสมานแผล

ใบ : เป็นใบเดี่ยว ก้านใบรูปทรงใบมะขาม ขนานติดเรียงสลับ กว้าง 0.25-0.5 ซม.ยาว 0.8-12 ซม. ใบคล้ายใบเสียว

ดอก : ออกเป็นกระจุกตามกิ่งและโคนใบ ดอกสีขาวหรือขาวนวล กลีบดอกมี 6 กลีบ มีเกสรเพศผู้สั้นๆ 3-5 อัน ก้านดอกสั้น ลูกกลม ๆ ขนาดลูกแก้ว

ผล : ผลอ่อนสีเขียวอมเหลือง ผลแก่มีเขียวอ่อนค่อนข้างใส มีเส้นริ้วๆ ตามยาว ประมาณลูกแห้ว หรือราวหัวแม่มือผู้ให ญ่มีรสเปรี้ยวอมฝาด

เมล็ด : แข็ง

ชื่อวงศ์ : EUPHORBIACEAE

ประโยชน์ : เนื้อผลรับประทานได้มีรสฝาดเปรี้ยว

สรรพคุณทางสมุนไพร : นิยมนำมาดองกับน้ำเกลือโดยคัดมะขามป้อมแก่จัด เพื่อที่จะได้รสชาติดีควรถูกต้องตามฤดูกาล คือปรมาณปลายฤดูหนาวสู่ฤดูร้อน ช่วง กุมภาพันธ์ ถึง เมษายน การนำมาดองเป็นการถนอมอาหารตามภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเก็บไว้รับประทานได้นาน ๆ เพราะเป็นสมุนไพรตามฤดูกาล บางท้องถิ่นนิยมนำมากินกับเกลือ เลือกลูกแก่ ๆ และ สด ๆ บางท้องถิ่นนำไปเชื่อกับน้ำตาลทราย หรือนำไปดองน้ำผึ้งพอท่วมยา กินเป็นยา อายุวัฒนะ แก้ไอขับเสมหะ ระบายอ่อน ๆ เปลือกต้นมะขามป้อม เป็นยารสฝาด สมานแผล แก้ตุ่มคัน น้ำเหลืองเสีย น้ำกัดมือกัดเท้า

ต้นไม้สัญลักษณ์ : ต้นไม้ประจำจังหวัดสระแก้ว

นิเวศวิทยา : เจริญเติบโตได้ในที่สูง ไม่ชอบน้ำท่วมขัง ทำเลป่าโปร่งเขตร้อน ป่าโคกที่ดอน

สุพรรณิการ์, ฝ้ายคำ, ฝ้ายคำซ้อน (Yellow Cotton, Yellow Silk, Cotton Tree)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Cochlospermum regium (Mart.&Schrank) Pilg.

ไม้ยืนต้น ผลัดใบ ขนาดกลาง สูง 8-15 เมตร มีผิวเปลือกลำต้นเรียบ สีน้ำตาลเข้ม แตกกิ่งก้านสาขาเป้นทรงพุ่ม โปร่งโล่ง

ใบ : เป็นใบเดี่ยวค่อนข้างกลมขอบใบหยักเป็นแฉก 3-5 แฉก สีเขียวเข้ม มีขนอ่อนๆที่ท้องใบ มักผลัดใบและออกดอกในช่วงต้นปี

ดอก : เป็นช่อ ออกที่ปลายกิ่งสีเหลืองทั่วทั้งต้น ชูช่อขึ้นตัดกับท้องฟ้า สวยงามมาก มีทั้งดอกซ้อนและดอกลา กลีบและเกสรเป็นสีเหลือง

ผล : กลมเป็นพู เมื่อผลแก่แตกจะพบเส้นใยคล้ายฝ้ายสีขาวนวลและเมล็ดเล็กๆสีดำอยู่ข้างใน

วิธีปลูกและดูแลรักษา : ควรปลูกในดินร่วนซุยน้ำและความชื้นปานกลาง ชอบอากาศเย็นและแสงแดดจัด จึงควรปลูกกลางแจ้ง สามารถทนต่อโรคและสภาพแวดล้อมได้ดี สามารถปลูกริมทะเลได้ มักให้ดอกช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์

ชื่อวงศ์ : COCHLOSPERMACEAE

ประโยชน์ : ใบอ่อน คั้นน้ำ สกัดทำเป็นแชมพูสระผม

สรรพคุณทางสมุนไพร : ยาง จากต้น นำไปสกัดทำยาระบาย ทาบำรุงผิว ดอกและใบแห้ง เป็นยาบำรุงกำลังและใช้ในวงการอุสาหกรรม

ต้นไม้สัญลักษณ์ : ในสมัยพุทธกาลสุพรรณิการ์ถือเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ปลูกไว้เรียงรายตามวิหาร ด้วยความเชื่อที่ว่า เป็นต้นไม้ที่มีค่าสูงเหมือนทองคำ บางคนเรียกสุพรรณิการ์ว่า ฝ้ายคำ มาจากฝ้ายทองคำ เพราะลักษณะดอกที่เบ่งบานเป็นปุย สีเหลืองอร่ามชูช่อขึ้น และอยู่สูงสุดยอดกิ่ง จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นดอกไม้คู่ฟ้า คนไทบโบราณเชื่อกันว่า บ้านใดปลูกต้นสุพรรณิการ์ไว้ทางทิศใต้จะช่วยให้คนในบ้านมีศีลธรรมและได้รับความคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะสุพรรณิการ์ถือเป็นต้นไม่มงคลประจำพุทธศาสนานั่นเอง อีกทั้งสุพรรณิการ์ยังเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดนครนายก บุรีรัมย์ สระบุรี สุพรรณบุรี และอุทัยธานีด้วย

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือปักชำกิ่ง

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในหลายประเทศ เช่นอินเดีย พม่า และอเมริกาใต้

พญาสัตบรรณ, ตีนเป็ดขาว (Blackboard Tree)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Alstonia scholaris (L.) R.Br.

ไม้ยืนต้น ขนาดใหญ่ ลำต้นตรง สูงประมาณ 20-30 เมตร เปลือกต้นหนา สีน้ำตาลปนเทาเข้ม มีน้ำยางสีขาวอยู่ภายใน เนื้อไม้อ่อนแต่เหนียว แตกกิ่งก้านเป็นชั้นๆคล้ายฉัตร

ใบ : เป็นใบเดี่ยวรูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายใบมน โคนใบสอบ สีเขียวเข้มค่อนข้างหนา เป็นมัน ใบออกเป็นกลุ่มช่อบริเวณปลายกิ่ง ช่อหนึ่งมี 7-9 ใบ เรียงรอบก้านใบ

ดอก : ออกเป็นช่อกระจุกแยกแขนงที่ปลายกิ่งแต่ละช่อมีดอกเล็กจำนวนมากสีขาวอมเขียว บานพร้อมกันทั้งต้นตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ส่งกลิ่นหอมเย็น ฉุนแรง บางคนอาจไม่ชอบเพราะรู้สึกเหม็นเขียว

ผล : เป็นฝักแบนยาวกว่า 30 เซนติเมตร มีเมล็ดเล็กๆจำนวนมาก ส่วนปลายเมล็ดมีขนปุย สีขาวคล้ายฝ้าย ปลิวไปตามลมช่วยแพร่พันธุ์

วิธีการปลูกและดูแลรักษา : พญาสัตบรรณชอบดินร่วน แสงแดดจัดต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง ทนแล้งได้ดีและโตเร็ว อาจพบปัญหาเรื่องศัตรูพืชบ้าง โดยสังเกตที่ผิวใบจะมีลักษณะขึ้นเป็นปมเล็กๆ ซึ่งเกิดจากตัวอ่อนของเพลี้ยไก่แจ้ดูดกินน้ำเลี้ยงที่ใบ ควรเด็ดใบและกิ่งก้านที่เป็นทิ้งไป บ้างก็ใช้วิธีเผาไฟกิ่งหรือยอดใบที่เป็นโรค

ชื่อวงศ์ : APOCYNACEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : เปลือกต้น รสขม ใช้รักษาบิด ท้องร่วง โรคลำไส้ ช่วยให้เจริญอาหาร รักษาโรคผิวหนัง แก้หวัด หลอดลมอักเสบ ช่วยสมานลำไส้ แก้ไข้ แก้ไอ ปวดฟัน รักษาพิษงูกัด เบาหวาน ขับพยาธิไส้เดือน ขับระดู ขับน้ำเหลืองเสีย ขับน้ำนม รักษามาเลเรีย /ดอก แก้ไข้ ตัวร้อน แก้ไข้เหนือ แก้โลหิตพิการ /ใบ แก้ไข้หวัด ไข้ตัวร้อน ใช้พอกดับพิษต่างๆ ใบอ่อนชงดื่มรักษาโรคลักปิดลักเปิด /ยาง ใช้ทำยารักษาอาการไอ เจ็บคอ แก้ไข้ แผลเน่าเปื่อย แก้ปวดหู เป็นยาบำรุงกระเพาะภายหลังเจ็บไข้ /กระพี้ ขับโลหิตให้ตก /ราก ขับผายลมในลำไส้ แก้ไข้ แก้น้ำดีผิดปกติ รักษาโรคมะเร็ง /เนื้อไม้ มีสีขาวอมเหลืองอ่น เนื้ออ่อนหยาบ แต่เหนียว ใช้ทำไม้จิ้มฟัน ทำแท่งดินสอดำ ของเล่นสำหรับเด็ก รองเท้าไม้ ฝักมีด ลูกทุ่นอวน แจว พาย กรรเชียง หีบใส่ใบชา หีบใส่ของ หีบศพ และของตกแต่งบ้าน

ต้นไม้สัญลักษณ์ : คำว่า “พญาสัตบรรณ” มีความหมายมงคลแยกเป็น 3 คำ คือ คำว่า “พญา” หมายถึง ผู้มีอำนาจน่านับถือ น่ายกย่อง ผู้เป็นใหญ่ “สัต” หมายถึง 7 (เจ็ด) และ “บรรณ” หมายถึง ใบไม้ เหตุที่ชื่อพญาสัตบรรณ เพราะเป็นต้นไม่ที่มีขนาดสูงใหญ่ รูปทรงสง่า ดูมั่นคง และน่าเกรงขามดั่งพญา พุ่มไม้เป็นชั้นๆ คล้ายฉัตร ทั้งใบของต้นพญาสัตบรรณยังออกเป็นช่อ ช่อหนึ่งมี 7 ใบเรียงรอบก้านใบ และดอกก็ยังออกเป้นกลุ่ม โดยช่อหนึ่งๆจะออกประมาณ 7 กลุ่ม นอกจากนี้สัตบรรณหรือฉัตรบรรณยังมีความหมายถึงเครื่องสูงชนิดหนึ่ง มีรูปคล้ายร่มซ้อนกันขึ้นไปเป้นชั้น อาจมี 3,5,7 หรือ 9 ชั้น ใช้เป็นเครื่องประดับเกียรติยศในขบวนแห่งานพระราชพิธีอีกด้วย พญาสัตบรรณจึงเป็นไม้มงคลนามอีกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกเพื่อเป็นสิริมงคลทางทิศเหนือขอบ้าน คนโบราณเชื่อว่า หากบ้านใดปลูกไว้จะทำให้คนในบ้านมีเกียรติ เป็นที่เคารพนับถือและได้รับการยกย่องจากคนทั่วไป พญาสัตบรรณเป็นพันธุ์ไม้พระราชทาน เพื่อปลูกเป็นมงคลประจำจังหวัด สมุทรสาคร

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบทั่วไปในป่าเบญจพรรณทางภาคเหนือและป่าดิบชื้นภาคใต้ รวมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

อินทนิลน้ำ, ตะแบกดำ, อินทนิล (Queen’s Flower, Queen’s Crepe Myrtle)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Legerstroemia speciosa (L.) Pers.

ไม่ต้นผลัดใบ ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 5-20 เมตร เปลือกต้นสีเทาหรือน้ำตาลอ่อน เปลือกลอกออกเป็นแผ่นบางคล้ายกระดาษ

ใบ : เดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเกือบตรงข้าม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลมแผ่นใบเกลี้ยง ใบร่วงสีเหลือง ส้มหรือแดง

ดอก : ออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ดอกขนาดใหญ่กลีบดอกยับย่น สีม่วงสด ม่วงอมชมพู ปลายดอกตูมจะมีตุ่มกลมเล็ก ๆ ติดตรงกลาง ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน

ผล : ผลแห้งแตกกลางพู ผลแก่สีน้ำตาลแดง

คุณค่าทางภูมิสถาปัตยกรรม : เรือนยอดแผ่กว้างแบบรูปร่มและคลุมส่วนของลำต้นเกือบหมด นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและไม่ให้ร่มตามบ้าน สวนสาธารณะ ริมสนามและริมถนน ให้ดอกสวยงาม

ชื่อวงศ์ : Lythraceae

ประโยชน์ : เนื้อไม้ใช้ในการก่อสร้าง

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบ รสจืดขมฝาดเย็น ต้มหรือชงน้ำร้อนดื่ม แก้โรคเบาหวาน ขับปัสสาวะ เป็นยาลดความดัน, เปลือก รสฝาดขม แก้ไข้ แก้ท้องเสีย, เมล็ด รสขม แก้โรคเบาหวาน แก้นอนไม่หลับ, แก่น รสขม ต้มดื่มแก้โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แก้โรคเบาหวาน, ราก รสขม แก้แผลในปาก ในคอ เป็นยาสมานท้อง

ต้นไม้สัญลักษณ์ : ต้นไม้ประจำจังหวัดสกลนคร

การขยายพันธุ์ : เพาเมล็ด

นิเวศวิทยา : มักขึ้นตามที่ราบลุ่มริมน้ำ ป่าผสมผลัดใบชื้น และป่าดิบชื้น ชอบขึ้นในพื้นที่แสงแดดจัด สภาพดินร่วน ระบายน้ำดี

สัตบรรณ (Black Board, Devil Tree, White Cheesewood)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Alstonia scholaris (L.) R.Br.

ไม้ต้นผลัดใบ ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 40 เมตร ทุกส่วนที่มีชีวิตมีน้ำยางสีขาวขุ่น

ใบ : เดี่ยว เรียงเวียนเป็นวงรอบข้อ ใบรูปไข่กลับหรือรูปหอกกลับหนาเกลี้ยง เรียบเป็นมัน

ดอก : ออกเป็นช่อกระจุกขนาดใหญ่ที่ปลายกิ่ง ก้านช่อดอกออกซ้อนกันเหมือนฉัตร กลีบดอกสีขาวหรือขาวอมเหลืองโคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด ออกดอกช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน

ผล : เป็นฝักคู่ ฝักกลม ยาว 20-50 ซม. ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดมีขนปุย

คุณค่าทางภูมิสถาปัตยกรรม : เรือนยอดรูปไข่แผ่กว้างส่วนมากปลูกเป็นไม้ให้ร่มและไม้ประดับตามสวนและริมถนน ไม่ควรปลูกใกล้ที่พักอาศัยเนื่องจากดอกมีกลิ่นหอมแรง

ชื่อวงศ์ : Apocynaceae

สรรพคุณทางสมุนไพร : ราใช้เป็นยาขับลม เหลือต้นมีสารอัลคาลอยด์แก้บิด ไข้มาเลเรียนเบาหวาน ใบอ่อนชงน้ำดื่มแก้โครลักปิดลักเปิด ใบใช้ในการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง ยางของต้นและใบรักษาแผล แผลเปื่อย และอาการปวดข้อ

ต้นไม้สัญลักษณ์ : เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสมุทรสาคร

การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในเอเชียและแอฟริกาเขตร้อน พบขึ้นตามป่าผสมผลัดใบป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น ขึ้นได้ดีในดินร่วนปนทราย

ศรีตรัง (Jacaranda, Blue Jacaranda)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Jacaranda fillicifolia (Anderson) D.Don

ไม่ต้นผลัดใบ ขนาดเล็ก สูง 5-10 เมตร เปลือกต้นสีเทาปนน้ำตาลอ่อนค่อนข้างขรุขระหรือแตกเป็นสะเก็ด

ใบ : ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบย่อยมีขนาดเล็ก รูปขอบขนานหรือรูปดาบ

ดอก : ออกเป็นช่อขนาดใหญ่ตามปลายกิ่ง หรือเป็นกระจุกตามกิ่ง กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ สีน้ำเงินอมม่วง ออกดอกช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม

ผล : เป็นฝักแบน รูปไข่แกมรูปขอบขนาน ยาว 2-4 ซม. เมื่อแก่แตกออกเป็น 2 ซีก เมล็ดมีปีก

คุณค่าทางภูมิสถาปัตยกรรม : เรือนยอดโปร่ง มีรูปทรงไม่แน่นอน มักปลูกเป็นไม้ประดับกลางแจ้ง ให้ดอกสวยงามมาก

ชื่อวงศ์ : Bignoniaceae

ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ

ต้นไม้สัญลักษณ์ : เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดตรัง

การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ระบายน้ำดี