ชุมแสง


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Xanthophyllum lanceatum (Miq.) J.J. Sm.

พบได้ทั่วทุกภาคในไทย เป็นไม้ต้น อายุหลายปี ต้นสูงได้ถึง 1 เมตร

ใบ : รูปขอบขนาน ปลายแหลมแผ่นใบหนาเป็นมัน

ดอก : ช่อดอกออกที่ซอกใบ สีขาว

ผล : ผลรูปไข่ สีเขียว ขนาดประมาณ 2 ซม. เมื่อสุกมีสีเหลืองนวล

ประโยชน์ : ยอดอ่อนนำมาต้มกินกับน้ำพริก ลาบ หรืออาหารรสจัดต่าง ๆ มีให้กินในช่วงปลายฤดูหนาวเข้าฤดูร้อน นอกจากนี้ยังใช้ทำฟืน ส่วนผลสุกใช้เป็นอาหารปลา

สรรพคุณทางสมุนไพร : แก่นต้นนำมาแช่น้ำใช้อาบแก้ฟกช้าภายใน

การขยายพันธุ์ : ชุมแสงชอบดินชุ่มชื้น ทนน้ำท่วมขังได้ดี ชอบแสงแดดตลอดวันขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด สามารถปลูกเป็นไม้ประดับในบ้านได้

กระเจี๊ยบ


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Polyalthia cerasoides

ไม้ต้น ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 5-15 เมตร เปลือกเรียบ กิ่งอ่อนมีขนนุ่มทั่วไป

ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานแกมรูปหอก ฐานใบเบี้ยว มน หรือรูปหัวใจ ปลายใบเรียวแหลม ใบอ่อนมีขนนุ่มทั่วไป

ดอก : เดี่ยว หรือออกเป็นกระจุก 1-3 ดอก ตามง่ามใบและเหนือรอยแผลใบ กลีบดอกชุ้นในใหญ่และยาวกว่าชั้นนอกเล็กน้อย เกสรเพศผู้มีจำนวนมากล้อมรอบเกสรตัวเมียเป็นรูปวงกลม

ผล : ผลอ่อนสีเขียวปลายเป็นติ่ง แก่จัดเป็นสีแดงถึงสีดำ

ประโยชน์ : ผลรับประทานได้ มีรสหวาน พบสารต้าน HIV

สรรพคุณทางสมุนไพร : แก้พยาธิตัวจี๊ด ขับเมือกมันให้ลงทวารหนัก

  • ใบ : รสเปรี้ยว รับประทาน กัดเสมหะ ทำให้โลหิตไหลเวียนดี ช่วยย่อยอาหารขับปัสสาวะ ตำพอกฝี ต้มชะบาดแผล
  • กลีบเลี้ยง : รสเปรี้ยว ขับปัสสาวะ แก้เสหะขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ ขับนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ แก้กระหายน้ำ ขับเมือกมันให้ลงสู่ทวารหนัก
  • เมล็ด : รสเมา ขับเหงื่อ ลดไขมันในโลหิต บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ ขับน้ำดี ขับปัสสาวะ แก้โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ เป็นยาระบาย กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ
  • ผล รสจืด แก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ ลดไขมันในโลกหิต แก้กระหายน้ำ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร

กรรณิการ์


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Nyctanthes arbortristis L.

ไม้ต้น ขนาดเล็ก สูงประมาณ 2-3 เมตร

ใบ : เป็นใบเดี่ยว ผิวใบสากหยาบ คายมือ ใบออกเป็นคู่ๆสลับตามข้อของต้น รูปใบกว้างเหมือนรูปไข่ โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเล็กน้อย กิ่งก้านเป็นเหลี่ยม มีขน สากมือ

ดอก : ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งกระจายตามกิ่งก้าน ช่อหนึ่งมี 3-8 ดอก ทยอยบาน แต่ละดอกมี 5-7 กลีบ สีขาวคล้ายดอกมะลิ ต่างกันที่ปลายกลีบ ดอกมี 2 แฉก ขนาดไม่เท่ากัน กลีบดอกบิดเวียนไปทางขวาคล้ายรูปกงจักร และที่โคนกลีบดอกเป็นหลอดดอกสีแสด ส่งกลิ่นหอมแรงตอนกลางคืน พอตอนเช้าดอกจะร่วงจากต้นจนหมด

ชื่อวงศ์ : Oleaceae

ประโยชน์ : หลอดดอกสีแสดของดอกใช้แบบสดๆนำมาตำและคั้นกรองเอาแต่น้ำ จะได้น้ำสีเหลืองแสดสดใส ใช้เป็นสีผสมอาหารและขนม ดอกแห้ง นำไปต้มแล้วกรองเอาน้ำมาใช้ย้อมผ้าไหม จีวรพระ ถ้าเติมมะนาวหรือสารส้มลงไปเล็กน้อยจะช่วยให้สีติดทนนานยิ่งขึ้น

สรรพคุณทางสมุนไพร : ในประเทศอินเดียใช้ใบเป็นยาขับประจำเดือน ในประเทศไทยใช้ใบตำ คั้นเอาแต่น้ำ ใช้เป็นยาระบาย ยาขมช่วยเจริญอาหาร บำรุงน้ำดี และแก้ปวดตามข้อ เปลือกต้น นำมาต้มดื่มแก้ไข้ แก้ไอ แก้ปวดศีรษะ ราก ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ เป็นยาอายุวัฒนะ ป้องกันผมหงอก แก้อ่อนเพลีย และบำรุงผิวหน้าให้สดใส ดอก นำมาทำยาหอม แก้ลม แก้ไข้ และแก้พิษทั้งปวง

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย

เต็งหนาม


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Bridelia retusa (L.) A. Juss.

ไม้ต้น สูงถึง 10 ม. พบน้อยที่สูงถึง 20 ม. กิ่งก้านมีขนยาวห่างเมื่อยังอ่อนอยู่ ต่อไปเกือบเกลี้ยง ลำต้นค่อนข้างมีหนาม

ใบ : หูใบ หลุดร่วงง่าย รูปสามเหลี่ยมแกมรูปไข่ กว้างประมาณ 2 มม. ยาวถึง 2 มม. มีขนคล้ายเส้นไหมสีขาว ก้านใบ ยาว 7-12 มม. เกลี้ยง
ใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว รูปรี พบน้อยที่เป็นรูปไข่กลับ กว้าง 3-11.5 ซม. เนื้อค่อนข้างหนาคล้ายแผ่นหนา ด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนนุ่มสั้นถึงหนาแน่น พบน้อยที่เกลี้ยง โคนกลมถึงมน พบน้อยที่ค่อนข้างเป็นรูปหัวใจหรือแหลม ขอบเรียบหรือหยักมนตื้นๆ ปลายมนหรือแหลม พบน้อยที่เว้าตื้น เส้นใบมี 19-23 คู่ พบน้อยที่มี 16 หรือ 27 คู่ ยาวไปจรดกันเป็นเส้นเรียบขอบใบ เส้นใบเห็นชัดทั้งสอดด้าน เส้นใบย่อยเป็นร่างแห

ดอก : ช่อดอก ออกตามกิ่งที่ไม่มีใบ ออกเป็นช่อกระจุก มีดอก 8-15 ดอก พบน้อยที่มี 3 ดอก ดอกไม่มีก้าน ดอกเพศผู้ เส้นผ่านศูนย์กลาง 4-5 มม. สีเขียวอมเหลืองถึงน้ำตาล ดอกเพศเมีย เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-5.5 มม. ก้านดอกย่อยยาวถึง 2 มม. กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ รูปสามเหลี่ยมแกมรูปไข่ เกลี้ยงหรือมีขนยาวห่าง บางทีพบเฉพาะที่ปลาย ติดแน่นเมื่อเป็นผล กลีบดอกมีรูปร่างแตกต่างกัน โคนเป็นรูปช้อน ปลายกลมหรือเป็นพู ขอบรุ่ย เกสรเพศผู้มี 5 อัน เชื่อมติดกัน มีแกนกลางกว้าง 0.2-0.4 มม. ยาว 1-1.3 มม. ก้านเกสรเพศผู้ส่วนที่แยกจากกันยาว 0.8-1 มม. สีขาว อับเรณูรูปไข่ กว้าง 0.3-0.4 มม. สีออกแดงหรือออกชมพู รังไข่รูปกลม มี 2 ช่อง ก้านเกสรเพศเมียมี 2 โคนเชื่อมติดกัน รวมกับยอดเกสรเพศเมียยาวถึง 1 มม. ยอดเกสรเพศเมียจักเป็น 2 แฉก

ผล : มี 1-3 ต่อหนึ่งกระจุกกลม รูปกลมแบน บางทีปลายแหลมทู่ บางทีเป็น 2 พู กว้าง 5-9 มม. ยาว 5-8 มม. มี 2 ช่อง สีดำ หรือสีน้ำเงินอมดำ ผนังผลชั้นในแข็งมี 2 หน่วย ค่อนข้างกลม กว้าง 6 มม. ยาว 5 มม. หนา 5 มม. สีน้ำตาล

เมล็ด : ค่อนข้างกลม มีร่องด้านข้าง กว้าง 5 มม. ยาว 4.5 มม. หนา 3 มม. สีน้ำตาลแดง

ชื่อวงศ์ : Euphorbiaceae

ประโยชน์ : ผลกินได้มีรสหวาน

สรรพคุณทางสมุนไพร : เปลือกต้นให้ยางสีแดง ผสมกันน้ำมันงาใช้ทาถูแก้ปวดข้อ น้ำต้มเปลือกเป็นยาฝากสมาน กินเพื่อละลายนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

นิเวศวิทยา : พบขึ้นทั่วไปในป่าดิบแล้ง ป่าผลัดใบ และที่โล่งแจ้ง ที่ระดับความสูง 50-600 ม.พบที่ภาคเหนือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ สุโขทัย พิษณุโลก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดเพชรบูรณ์ เลย อุดรธานี สกลนคร ภาคตะวันออก จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา ภาคกลาง จังหวัดลพบุรี พระนครศรีอยุธยา ภาคตะวันตกเฉียงใต้ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี ภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส เขตการกระจายพันธุ์ ประเทศอินเดีย สิกขิม ศรีลังกา พม่า อินโดจีน จีนตอนใต้ คาบสมุทรมาเลเซีย เกาะสุมาตรา

ตังตาบอด


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Excoecaria oppositifolia Griff.

ไม้ต้น บางทีพบเป็นไม้พุ่ม สูงถึง 13 ม. เกลี้ยง

ใบ : หูใบ ขอบเป็นชายครุย กว้างประมาณ 4 มม. ยาวประมาณ 5 มม. ก้านใบ ยาว 1.3-2.5 ซม. ใบเดี่ยว

ชื่อวงศ์ : Euphorbiaceae

พิษ : ยางจากต้นเป็นพิษ ทำให้ผิวหนังอักเสบบวมแดง

นิเวศวิทยา : พบในป่าดิบ ป่าผสมสลัดใบ มักพบขึ้นตามริมน้ำ ที่ระดับความสูง 80-800 ม. พบที่ภาคเหนือ จังหวัดน่าน ลำปาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดเลย ภาคตะวันออก จังหวัดนครราชสีมา ภาคตะวันตกเฉียงใต้ จังหวัดกาญจนบุรี เพชรบุรี ภาคตะวันออกเฉียงใต้ จังหวัดชลบุรี จันทบุรี ภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตการกระจายพันธุ์ ในแคว้นอัสสัม พม่า และอินโดจีน

ตะพง


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Endospermum diadenum (Miq.) Airy Shaw

ไม้ต้น สูง 20-25 ม.

ใบ : ก้านใบ แข็ง สีออกเหลือง มีขน เป็นลาย ที่ปลายมีต่อม 1 หรือ 2 ต่อม หรืออาจไม่มี ใบเดี่ยว เวียนสลับ รูปไข่กลับ หรือรูปหัวใจ กว้าง 4-22 ซม ยาว 7-25 ซม. โคนรูปหัวใจ กลม ตัด หรือแหลม ปลายกลม หรือแหลม เส้นใบออกจากจุดเดียวกันที่โคนใบ 3-9 เส้น ใบด้านล่างมีต่อมจำนวนมาก

ดอก : ออกเป็นช่อ ช่อดอกเพศผู้และช่อดอกเพศเมีย มีขน ช่อดอกเพศผู้ ยาว 7-17 ซม. ดอกเพศผู้ สีขาว มีกลิ่นหอม ไม่มีก้านดอกย่อย หรือสั้นมาก มี 1-3 ดอกอยู่ตามง่ามใบประดับ กลีบเลี้ยงปลายมี 4-5 พู ไม่มีกลีบดอก เกสรเพศผู้มี 9-11 อัน ยาว 1.7-2.5 มม. ช่อดอกเพศเมีย ยาว 5-15 ซม. มีขนรูปดาว ดอกเพศเมีย มักมี 2 หรือ 3 ดอกอยู่ตามง่ามใบประดับ ก้านดอกย่อยยาว 1.5-5 มม. กลีบเลี้ยงปลายมี 4 หรือ 5 พู ด้านนอกมีขนสั้น รังไข่รูปรี สีเขียว ขนาดเล็ก มี 2 หรือ 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 1 หน่วย ยอดเกสรเพศเมียเล็ก

ผล : คล้ายผลแบบเมล็ดเดียวแข็ง ยาว 4-8 มม. ผนังผลบาง มียอดเกสรเพศเมียกว้าง 1-2.5 มม. ติดอยู่

ชื่อวงศ์ : Euphorbiaceae

ประโยชน์ : เนื้อไม้ใช้สร้างบ้าน แผ่นกระดาน ทำเกี๊ยะ มักใช้ปลูกป่าทดแทนหรือปลูกให้ร่มเงา

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากใช้พอกแผล เปลือกใช้แก้โรคท้องมาน

นิเวศวิทยา : พบในป่าดิบตามริมธารน้ำ ในป่าพรุ ที่ระดับความสูงถึง 200 ม. พบที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ จังหวัดตราด ภาคใต้ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต สงขลา เขตการกระจายพันธุ์ มาเลเซีย สุมาตรา บอร์เนียว

ตองผ้า


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Sumbaviopsis albicans (Blume) J.J. Sm.

ไม้ต้น สูงถึง 27 ม.

ใบ : หูใบ กว้างประมาณ 0.4 มม. ยาวประมาณ 0.6 มม. หลุดร่วงเร็ว ทิ้งรอยแผลเป็นไว้เห็นชัด ก้านใบ ยาว 1.2-11.2 ซม. โคนและปลายป่อง ใบเดี่ยว เรียงสลับ กว้าง 3.2-19 ซม. ยาว 6.8-37 ซม. โคนแหลม หรือมน ปลายเรียวแหลมถึงแหลมเป็นติ่ง เนื้อบางคล้ายกระดาษ ขอบเรียบ หรือจักซี่ฟัน มีต่อม 2-3 ต่อม ที่ขอบหรือที่ปลายของซี่ฟัน ด้านบนเกือบเกลี้ยง ด้านล่างมีขนสีขาวหนาแน่น เส้นใบมี 10-12 คู่ เส้นใบนูนชัดด้านล่าง เส้นใบย่อยเป็นขั้นบันได

ดอก : ออกเป็นช่อที่ปลาย หรือตามง่ามใบ ห้อยลง ช่อดอกเพศผู้เป็นช่อแบบคล้ายกระจุกแยกแขนง ยาว 16 ซม. ช่อดอกเพศเมียเป็นช่อดอกแบบช่อกระจะ ยาวถึง 38 ซม. มีช่อเดียว หรือ 2 ช่อ อยู่ด้วยกัน ดอกเพศผู้ มีถึง 3 ดอกต่อหนึ่งกระจุก ดอกสมมาตรตามแนวรัศมี ไม่มีจานฐานดอก เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 8-11 มม. ก้านดอกย่อยยาวประมาณ 2.2 ซม. กลีบเลี้ยงมี 3-5 กลีบ รูปไข่ กว้าง 2-3.2 มม. ยาว 4.2-5.8 ซม. สีน้ำตาล กลีบดอกมี 4 หรือ 5 กลีบ สีเขียงจาง เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก สีขาว ติดอยู่บนฐานดอกนูนขนาดสูง 1.4 มม. อับเรณูกว้าง 0.4-0.4 มม. สีขาวหรือสีเหลือง ดอกเพศเมีย ดอกเพศเมียมีเพียง 1 ดอก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3.3 มม. ก้านดอกย่อยยาว 2.8-3.5 มม. เมื่อเป็นผลยาว 4.2 มม. กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ ไม่มีกลีบดอก รังไข่มี 2 หรือ 3 ช่อง มีออวุล 1 หน่วยต่อหนึ่งช่อง มีขนสั้นหนาแน่น ก้านเกสรเพศเมียยาว 0.8-1.6 มม.

ผล : เป็นพู ผิวมีขนปุย ร่วงง่าย สีน้ำตาลสด หรือน้ำตาลดำ กว้าง 1.5-3 ซม. ยาว 2-3.5 ซม.

เมล็ด : สีดำ กว้าง 12-15 มม. ยาว 12-20 มม.

ชื่อวงศ์ : Euphorbiaceae

ประโยชน์ : เมล็ดกินได้

นิเวศวิทยา : พบในป่าผลัดใบ ป่าดิบ ป่ารุ่น และตามชายป่า ถึงระดับความสูง 800 ม. เขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย พม่า เวียดนาม อินโดจีน คาบสมุทรมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์

ตองแตบ


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Macaranga denticulata (Blume) Mull.Arg.

ไม้ต้น ขนาดเล็ก กิ่งก้านเป็นสัน มีขุยสีเทาแกมเหลืองหนาแน่นอยู่ทั่วไป

ใบ : หูใบ รูปใบหอก กว้างประมาณ 2 มม. ยาว 1-6 มม. ตั้งตรง หลุดร่วงง่าย ก้านใบ ยาว 5-11 ซม. เล็กเรียว กลม ที่ปลายงอ ใบเดี่ยว เวียนสลับ รูปสามเหลี่ยม กว้าง 13 ซม. ยาว 15 ซม. ปลายแหลม บางทีพบเรียวแหลม มีก้านใบติดลึกจากโคนใบ 1 ซม. มีต่อมเล็กๆเห็นไม่ชัดอยู่หลายต่อมตรงรอยต่อก้านใบ โคนตัดกว้าง หรือกลมเล็กน้อย ขอบเรียบ เนื้อเป็นหนังบาง ตามเส้นใบด้านล่างมีขุย หรือขนสั้นนุ่ม แล้วต่อไปเกลี้ยง เส้นใบตรงและขนานกัน มี 3 เส้นออกจากโคนใบ

ดอก : ช่อดอก ออกตามง่ามใบ หรือเหนือง่ามใบแล็กน้อย ดอก เรียงระยะห่างเท่าๆกันใน 1 กลุ่ม หรือเหนือง่ามใบเล็กน้อย ขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 มม. เมื่อแก่จะไม่ติดกัน ใบประดับย่อยคล้ายใบประดับมีขนาดเล็ก จะสั้นกว่าช่อดอก ช่อดอกเพศผู้ เป็นช่อเล็กๆ หลายช่อซ้อนกันแน่นืขนาดกว้างยาวประมาณ 9 ซม. กิ่งจะถ่างมาก กิ่งที่แตกใบกิ่งสุดท้ายยาว 1 ซม. คล้ายเส้นด้าย ใบประดับเล็กมาก มองเห็นไม่ชัด ขนาดประมาณ 1 มม. กลม ด้านนอกมีขุย ติดแน่น ตั้งตรง ดอกเพศผู้ กลม มีประมาณ 6 ดอกต่อหนึ่งกลุ่ม เกสรเพศผู้มีประมาณ 15 อัน อับเรณูมี 4 ช่อง ช่อดอกเพศเมีย เป็นช่อแน่น ดอกเรียงซ้อนเป็นช่อดอกเล็กๆ แบบช่อกระจะ กว้าง 3 ซม. ยาว 7 ซม. ใบประดับและใบประดับย่อยคล้ายในช่อดอกเพศผู้

ผล : ติด 1 ผล ต่อ 1 กลุ่มช่อดอก ก้านผลใหญ่ แข็ง ยาวถึง 1 ซม. ผลจักเป็นพูชัด กว้างมากกว่ายาว กว้าง 5 มม. ยาว 3 มม. เปลือกเรียบ สีน้ำตาลดำ เมื่อแห้งมีต่อมเป็นตุ่มเล็กๆสีเข้มอยู่ทั่วไป

ชื่อวงศ์ : Euphorbiaceae

ประโยชน์ : เป็นพืชปลูกป่าทดแทน

นิเวศวิทยา : พบกระจายทั่วประเทศ ขึ้นได้ถึงระดับความสูง 1,200 ม. เขตการกระจายพันธุ์ อินเดีย เนปาล พม่า ศรีลังกา จีน ลาว มาเลเซีย สุมาตรา ชวา

ตองเต๊า


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Mallotus barbatus Mull.Arg.

ไม้พุ่ม หรือไม้ต้น สูงถึง 10 ม. มีขนรูปดาวแผ่หนาแน่น และมีเกล็ดต่อมสีออกขาวอมส้มอ่อนๆ ปกคลุมหนาแน่น ใบอ่อนสีชมพู

ใบ : หูใบ รูปสามเหลี่ยมแคบ กว้าง 0.5-1 มม. ยาว 6-10 มม. ก้านใบ ติดแบบก้านใบบัว ยาว 3.2-19.5 มม. อ้วนล่ำ ใบเดี่ยว เรียงสลับ บางทีพบตรงข้าม รูปไข่ป้อม หรือค่อนข้างกลม กว้าง 7.5-30 ซม. ยาว 11-37 ซม. ปลายเรียวแหลมยาวเป็นหาง ขอบจักซี่ฟัน บางทีจักเป็นแฉกตื้นๆ 3 แฉก โคนกลม เส้นใบแบบนิ้วมือ นูนเด่นทางด้านล่าง ด้านบนค่อนข้างเกลี้ยง มีต่อมสีดำถึง 4 ต่อม ด้านล่างมีขนหนาแน่นบนเส้นใบ และมีเกล็ดต่อม

ดอก : ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง มักจะแตกกิ่ง ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกเพศผู้ ยาวถึง 29 ซม. กิ่งด้านข้างยาวถึง 10.5 ซม. ดอกอยู่กลุ่มละ 3 ดอกต่อ 1 ช่อ ใบประดับรูปสามเหลี่ยม กว้างประมาณ 0.8 มม. ยาวประมาณ 4 มม. ดอกเพศผู้ เส้นผ่านศูนย์กลาง 7.8-8.5 มม. ก้านดอกย่อยยาว 3.6-5.5 มม. กลีบเลี้ยงมี 4 หรือ 5 กลีบ รูปไข่หรือรูปรี สีครีมสด หรือสีครีมอมน้ำตาล เกสรเพศผู้มีมากกว่า 50 อัน ยาว 2-3.7 มม. สีเขียวจางหรือสีเหลือง อับเรณูยาวประมาณ 0.5 มม. สีเหลืองอ่อน ดอกเพศเมีย เส้นผ่านศูนย์กลาง 4-6 มม. สีแดงอมเหลือง ก้านดอกย่อยยาว 1.5-4 มม. เมื่อเป็นผลยาวถึง 9 มม. วงกลีบดอกมี 4-5 พู รังไข่มี 4 อัน ปลายแบน ยอดเกสรเพศเมียยาว 4.5-6 มม.

ผล : เป็นพู แห้งแตก กว้าง 16-19 มม. ยาว 18-21 มม. มีขนรูปดาว สีน้ำตาลอ่อน มีหนามแกนผลยาว 6-9 มม.

เมล็ด : สีดำ มีช่องละหนึ่งเมล็ด กว้าง 3.5-4 มม. ยาว 5-5.6 มม.

ชื่อวงศ์ : Euphorbiaceae

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบตำรวมกับพริกไทยดำ ขิง และข้าวหัก พอกที่ท้องแก้ท้องอืด

ช้าสาน


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Paracroton pendulus (Hassk.) Miq.

ไม้ต้น สูงถึง 20 ม. เส้นรอบวงยาว 25 ซม. เปลือกเรียบ สีน้ำตาลปนเทา ขนรูปดาว เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.2 มม. มีรัศมี 8-15 เส้น มีขนนุ่ม

ใบ : หูใบ เป็นคู่ คล้ายต่อมกลมเล็กๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 มม. ก้านใบ ยาว 3-16 ซม. มีขนสั้นนุ่ม ใบรูปรีแกมรูปไข่กลับ กว้าง 7-17 ซม. ยาว 16-46 ซม. เนื้อบางคล้ายกระดาษ โคนมนหรือแหลมเล็กน้อย ปลายเรียวแหลม ขอบจักเป็นฟันเลื่อย แต่ละซี่ฟันห่างกัน 5-15 มม. มีขนสั้นนุ่มบนเส้นกลางใบและเส้นใบชัดเจน นอกนั้นมีขนนุ่มประปราย ที่โคนด้านบนมีต่อมกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 มม. บางครั้งไม่พบ ด้านล่างสีสดกว่า เส้นใบเห็นชัดเจน มี 17-19คู่ โค้งไปจรดแต่ละซี่ฟัน เส้นใบคู่ล่างจะแตกต่างกันไป มักจะออกจากขอบใบที่โคน

ดอก : ออกเป็นช่อที่ปลายยอดหรือเกือบปลายยอด ยาว 20-40 ซม. มีแกนช่อยาว แต่ดอกจะออกเป็นกลุ่มเล็กๆบนกิ่งที่แตกออกด้านข้าง ช่อจะห้อยลง กิ่งด้านข้างยาว 1-2 ซม. ที่โคน ดอกจะอยู่ห่างๆ แต่ที่ปลายดอกจะหนาแน่นกว่า มีขนสั้นนุ่มชัดเจน ดอกสีออกเหลือง ใบประดับของกิ่งด้านข้างยาว 3 มม. รูปแถบ พบบ่อยที่ไม่มี แต่มักจะมีต่อมที่ค่อนข้างกลมอยู่ 1 คู่ ส่วนใบประดับที่อยู่บนกิ่งด้านข้างเป็นรูปสามเหลี่ยม ไม่มีต่อม ยาวประมาณ 2 มม. แต่ละใบรองรับดอกหลายดอก ดอกสมมาตรตามรัศมีแนวนอน มีก้านดอก ด้านนอกมีขนสั้นนุ่ม กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบ ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 2-3 มม. กลีบเลี้ยงกว้างประมาณ 2.5 มม. ยาว 3-4 มม. ด้านบนมีรยางค์เล็กๆ กลีบดอกกว้างประมาณ 2.5 มม. ยาวประมาณ 5 มม. จานฐานดอกเปํนพู มีขนสั้นนุ่ม ดอกเพศเมีย กลีบดลี้ยงกว้าง 2.5-3.5 มม. ยาว 3-5 มม. ในผลจะมีปุ่มรยางค์ด้านบน กลีบดอกใหญ่กว้างประมาณ 2 มม. ยาวประมาณ 4 มม. เกลี้ยง หลุดร่วงง่าย รังไข่มี 3 ช่อง มีออวุล 1 หน่วยต่อ 1 ช่อง ยอกเกสรเพศเมียมี 3 แต่ละอันที่ปลายแตกออกเป็น 2 แฉก

ผล : มี 3 พู ก้านผลยาว 10-15 มม. ผลกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 21-22 มม. มีขนสั้นนุ่มหนาแน่น สีออกน้ำตาล

เมล็ด : รูปรีกว้าง แบน กว้างประมาณ 12 มม. ยาวประมาณ 15 มม. สีน้ำตาลมีแต้มสีเข้มกว่า

ชื่อวงศ์ : Euphorbiaceae

สรรพคุณทางสมุนไพร : ยางสีแดงทำให้ระคายเคืองผิวหนัง เมื่อถูกจะปวด เนื้อไม้ทำประโยชน์ในซาบาห์ใช้เป็นพืชสมุนไร

นิเวศวิทยา : พบในป่าดิบและป่าผลัดใบ ที่ระดับความสูง 25-200 ม. ออกดอกเดือนมีนาคม-มิถุนายน ตุลาคม ธันว่าคม ติดผลเดือนพฤษภาคม มิถุนายม สิงหาคม พบที่ ภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สตูล สงขลา นราธิวาส เขตการกระจายพันธุ์ คาบสมุทรมาเลเซีย สิงคโปร์ เกาะชวา เกาะบอร์เนียว ฟิลิฟฟินส์ ศรีลังกะและอินเดีย