ไก่ไห้

ชื่ออื่น: งัวเลีย (อีสาน), กระจิก (กลาง), กระโปรงแจง (สุโขทัย), ก่อทิง (ชัยภูมิ), ไก่ไห้ (พิษณุโลก), โกโรโกโส, หนามเกาะไก่, หนามนมวัว (โคราช), งวงช้าง (อุดร), ทะลุมอิด (นครสวรรค์), หนามไก่ไห้

ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Capparis flavicans Kurz.

ชื่อวงศ์: CAPPARIDACEAE

เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 2-7 ม. กิ่งก้านสาขามาก มีหนามตามข้อ

ใบ: ใบรูปไข่

ดอก: ดอกเดี่ยว สีเหลือง ออกตามง่ามใบ ก้านชูเกสรตัวผู้ยาว สีเหลืองเขียว

ผล: ทรงกลม ตะปุ่มตะป่ะ สีส้ม เมล็ดมีเนื้อสีเหลืองหุ้ม

สรรพคุณ

  • ใบ รสจืด ขับน้ำนม
  • เนื้อไม้ รสจืด ต้มหรือดองสุราดื่ม แก้เส้นเอ็นแข็งตึง ใช้ควันสูดดม แก้วิงเวียน ศีรษะ

การขยายพันธุ์: ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

นิเวศวิทยา: เกิดตามป่าเบญจพรรณ ป่าละเมาะทั่วไป

กาสามปีก

ชื่ออื่น: กาสามปีกเล็ก, ลิ่นต้น (กลาง), เกล็ดปลาช่อน (สระบุรี), เกล็ดลิ่น (ใต้), หญ้าสองปล้อง, เกล็ดลิ่นใหญ่ (โคราช)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Phyllodium (Benth.) Desv.

ชื่อวงศ์: FABACEAE

เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 2-3 ฟุต

ใบ: ใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบรูปหอกเรียว ปลายแหลมเหมือนใบถั่วแระ กว้าง 2-3 นิ้ว ยาว 4-5 นิ้ว

ดอก: ดอกช่อออกเป็นกระจุกที่ง่ามใบ ใบประดับคล้ายเกล็ดปลา ทางกลมมนเล็กๆ 2 ใบ ประกบไว้กางออกตั้งฉากกับก้านตรงข้ามกัน เนื้อบางสีเขียวอ่อน กลีบดอกสีขาวคล้ายดอกถั่ว

ผล: เป็นฝักแบนเล็กๆยาวคอดเป็นข้อๆ

นิเวศวิทยา: เกิดตามป่าเขา

สรรพคุณ:

  • ใบ รสจืด ต้มดื่มแก้ไอ แก้ไขปัสสาวะพิการ ไข้จับสั่น
  • ราก รสจืดเฝื่อน ตำพอกแก้ปวด แก้เคล็ดบวม

กะเพราป่า

ชื่ออื่น: กะเพราใหญ่, กะเพราญวน, จันทน์ขาว, จันน้อย (เหนือ), ยี่หร่า (ปราจีนบุรี), เนียมต้น, โหระพาช้าง (ใต้), จันขี้ไก่

ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ocimum gratissimum Linn

ชื่อวงศ์: LABIATAE

เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก

ต้นและใบ: ต้นและใบเหมือนกะเพราบ้าน แต่โตกว่า ใลเดี่ยวคล้ายใบตำแยตัวเมีย ใบและต้นสีเขียว ใช้ปรุงอาหารได้เหมือนกะเพราบ้านด้วย

ดอก: ดอกช่อสีเขียว เรียงกันเป็นชั้นถี่ๆ ตั้งชูเหนือต้น

สรรพคุณทางสมุนไพร:

  • ทั้งต้น รสเผ็ดปร่าหอม บำรุงธาตุ ขับโลหิตให้เดินทั่วกาย แก้ลมพิษ แก้อาเจียน แก้เสมหะและลมเป็นพิษ แก้ปวดท้อง ขับลมลำไส้

การขยายพันธุ์: ด้วยเมล็ด

นิเวศวิทยา: เกิดตามป่าดงดิบเขา และที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป

กระบือเจ็ดตัว

ชื่ออื่น: บัวลา (เหนือ), กระทู้เจ็ดแบก, ใบท้องแดง, กระเบือ (โคราช), กำลังกระบือ, ลิ้นกระบือ

ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Excoecaria cochinchinensis Lour.

ชื่อวงศ์: EUPHORBIACEAE

เป็นไม้พุ่มขนาดย่อม

ต้น: ต้นสูงประมาณ 4-5 ฟุต

ใบ: คล้ายใบพิกุล หน้าใบสีเขียว เป้นมัน ท้องใบสังแดงเข้ม

ดอก: ดอกเล็กสีเหลือง ออกเป็นช่อ

สรรพคุณทางสมุนไพร:

  • ใบ รสร้อนเฝื่อนขื่น ตำผสมเหล้าขาวคั้นเอาน้ำดื่ม แก้สันนิบาตหน้าเพลิง ขับโลหิตร้าย แก้สันนิบาตเลือด ขับน้ำคาวปลาหลังการคลอด แก้อักเสบบริเวณปากมดลูก

การขยายพันธุ์: ปักชำหรือกิ่งตอน

นิเวศวิทยา: ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป ทุกภาค

 

ผักชีช้าง

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Artemisia sp.

วงศ์ : Asparagaceae

เป็นไม้พุ่ม อายุสั้น ต้นสูงประมาณ 80 ซม. ทุกส่วนเมื่อขยี้มีกลิ่นหอม

ใบ : เป็นเส้นฝอย ออกเวียนรอบกิ่ง

ดอก : ช่อดอกออกที่ปลายยอด ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว เมล็ดมีขนาดเล็ก สีดำ

ประโยชน์ : ยอดอ่อนกินเป็นผักสดกับน้ำพริก ลาบ หรืออาหารรสจัดต่าง ๆ ช่วยดับกลิ่นคาว

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากนำมาต้มน้ำดื่มแก้โรคเบาหวาน น้ำต้มจากใบใช้อาบแก้ซางเด็ก พืชสกุลนี้ส่วนมากใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทย เช่น โกฐฐุฬาลำพาหรือชิงฮาว (A.annua L.) และผักเหี่ยหรือโกฐฐุฬาลำพาจีน (A. vulgaris L.)

การขยายพันธุ์ : ผักชีช้างชอบดินชุ่มชื้น มีน้ำขังเล็กน้อย แสงแดดรำไรถึงครึ่งวัน ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่งหรือเพาะเมล็ด สามารถปลูกเป็นไม้กระถางได้

นิเวศวิทยา : กระจายพันธุ์ในประเทศเขตหนาว

เนียมหูเสือ


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Plectranthus amboinicus (Lour.) Spreng.

ชื่อวงศ์ : LAMIACEAE (LABIATAE)

เป็นไม้พุ่ม อายุหลายปี สูงประมาณ 30 ซม. ทุกส่วนอวบน้ำ เมื่อขยี้มีกลิ่นหอม และมีขนนุ่มปกคลุม

ใบ : รูปไข่ป้อม ออกตรงข้ามกัน ขอบใบจักฟันเลื่อย

ดอก : ช่อดอกออกที่ปลายยอด ชูตั้งขึ้น ดอกสีขาวอมม่วง ขนาดเล็ก โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด เมล็ดกลม สีน้ำตาลคล้ำ แต่ละผลมี 4 เมล็ด

ประโยชน์ : ยอดอ่อนกินสดกับซุบหน่อไม้ แจ่ว ลาบ ก้อย ช่วยดับกลิ่นคาวได้ดี และให้ฟอสฟอรัสสูง หรือใส่ในแกงจืดหมูสับก็อร่อยได้

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบนำมาต้มน้ำดื่มแก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ช่วยขับน้ำคาวปลาให้หญิงหลังคลอด หรือคั้นน้ำใช้หยอดหูแก้หูหนวก ทาท้องเด็กแก้ปวดท้อง หรือนำใบมาขยี้สำหรับปิดแผลห้ามเลือด หรือผสมกับน้ำตาลกินเป็นยาขับลม แก้ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย ช่วยบำรุงร่างกาย แก้ไข้เรื้อรัง หอบหืด และโรคลมชัก หรือนำมาพอกศีรษะแก้ปวด ลดไข้ หรือดมดับกลิ่นปาก และด้วยใบนุ่ม ๆ ที่สวยงามมีกลิ่นหอม จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับกันมาก

การขยายพันธุ์ : เนียมหูเสือเป็นพืชที่ปลูกเลี้ยงง่าย ชอบดินชุ่มชื้น ระบายน้ำดี แสงแดดครึ่งวัน ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง
นิเวศวิทยา : ถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเขตร้อนและทางตอนใต้ของแอฟริกา

นางแลว


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Aspidistra sutepensis K. Larsen
ชื่อวงศ์ : LILIACEAE

เป็นไม้พุ่ม มีเหง้าใต้ดิน เจริญเป็นกอแน่น สูง 30 – 50 ซม.

ใบ : รูปใบหอก ปลายแหลม แผ่นใบพับเป็นพลีท สีเขียวเหลือบเงิน มีก้านใบยาว

ดอก : ช่อดอกออกจากเหง้าที่โคนต้น ตั้งขึ้นสูง 4 – 6 ซม. ก้านช่อดอกสีครีมอมม่วง ดอกสีม่วง ขนาดประมาณ 8 มม. มีกลีบดอก 6 กลีบ ปลายแหลม

ประโยชน์ : ผักชนิดนี้ผู้เขียนพบครั้งแรกที่บ้านคุณมลิวัลย์ ปิ่นทอง ช่วงเดือนมีนาคม ที่จังหวัดเชียงใหม่ ปลูกไว้เป็นทิวแถวในสวนครัวหลังบ้าน คุณป้าเล่าให้ฟังว่า “นางแลวใส่ในแกงแคอร่อยมาก รสขมนิดหน่อย แต่ช่วยบำรุงร่างกายดี” ผลิดอกในช่วงปลายฤดูหนาวถึงฤดูร้อน เก็บมาลวกจิ้มน้ำพริก ใส่ในแกงแค แกงผักฮ้วนหมูหรือแกงปลาย่างก็อร่อย คุณป้ายังบอกว่าปัจจุบันดอกนางแลวหากินยาก เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จักเท่าไรนัก ทั้ง ๆ ที่ปลูกไม่ยาก แค่แยกกอมาปลูกใต้ต้นไม้ใหญ่ให้ได้ร่มเงาเสียหน่อย พอถึงฤดูกาลที่เหมาะสมก็จะออกดอก

การขยายพันธุ์ : นางแลวชอบดินร่วน ระบายน้ำดี อินทรียวัตถุสูง แสงครึ่งวันถึงรำไร อากาศเย็น ขยายพันธุ์ด้วยการแยกกอมาปลูกใหม่ สามารถปลูกเป็นไม้ประดับในบ้านได้อย่างดี

นิเวศวิทยา : มีการกระจายพันธุ์ทางภาคเหนือของไทย

โสม (Ginseng, Blue Pea, Butterfly Pea)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Panax ginseng C.A.
เป็นไม้พุ่ม เมื่อต้นแก่รากจะมีขนาดใหญ่ ต้นสูงได้ถึง 1 เมตร ทุกส่วนอวบน้ำ

ใบ : รูปไข่กลับแกมรูปใบหอก ปลายมน เวียนสลับรอบกิ่ง ก้านใบสั้นมาก

ดอก : ช่อดอกออกที่ปลายยอดชูตั้งขึ้น ดอกสีม่วงอมชมพู มี 5 กลีบ ผลกลม เมื่อแก่แตกออก ภายในมีเมล็ดเล็ก ๆ จำนวนมาก

ประโยชน์ : ยอดอ่อนกินเป็นผักโดยนำมาปรุงอาหาร เช่น ผัดน้ำมัน แกงจืดหมูสับ มีเทคนิคการทำให้อร่อยคือ ไม่ควรผัดหรือต้มนานเกินไป เพราะจะทำให้เละและเป็นเมือกลื่น ควรใส่เป็นอย่างสุดท้ายแล้วยกลงจากเตา

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากเป็นยาบำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย หรือใช้ทาภายนอกแก้อักเสบ ลดอาการบวม

การขยายพันธุ์ : โสมชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดครึ่งวันเช้า ขยายพันธุ์ง่าย ด้วยการเพาะเมล็ดหรือปักชำกิ่ง โตเร็ว และออกดอกดกตลอดปี จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับในบ้านกันมาก ถ้าปลูกนาน ๆ รากจะมีขนาดใหญ่ขึ้น คล้ายคนสมชื่อ

นิเวศวิทยา : กระจายพันธุ์ในเขตร้อนของอเมริกา พบปลูกในบ้านเรามานาน

มันสำปะหลัง (Cassava, Yuca, Mandioa, Manioc, Tapioca)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Manihot esculenta Crantz

เป็นไม้พุ่ม อายุหลายปี มีรากสะสมอาหารขนาดใหญ่อยู่ใต้ดิน ถ้าปลูกนาน ๆ ลำต้นจะมีเนื้อไม้ ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว กิ่งก้านมีสีแดงเรื่อ

ใบ : แผ่นใบหยักเว้าเป็นแฉก 6 – 7 แฉก ออกเวียนสลับรอบกิ่ง

ดอก : ช่อดอกออกที่ซอกใบปลายยอด เป็นดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกเพศเมียจะใหญ่กว่าดอกเพศผู้

ผล : กลม ขนาดประมาณ 1.5 ซม.

ชื่อวงศ์ : Euphorbiaceae

ประโยชน์ : ยอดอ่อนและหัวต้องทำให้สุกเพื่อทำลายสารไซยาไนต์ที่เป็นพิษก่อนกิน โดยยอดอ่อนต้มสุกกินกับน้ำพริกหรืออาหารรสจัดต่าง ๆ มีรสมัน ให้ฟอสฟอรัสและวิตามินบี 1 สูง ส่วนหัวนำมาปิ้งหรือต้มทำเป็นขนมหวาน มีให้กินตลอดปี แมลงมักไม่กัดทำลายรากเนื่องจากมีสารไซยาไนต์มาก ในต่างประเทศนำน้ำยางมาทำกาวติดแสตมป์ น้ำตาล หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื้อไม้ทำเป็นกระดาน น้ำหวานจากดอกใช้ล่อมดแดง

การขยายพันธุ์ : มันสำปะหลังปลูกเลี้ยงง่าย แข็งแรงทนทาน โดยเฉพาะในสภาพแห้งแล้ง ขยายพันธุ์ง่าย เพียงนำกิ่งแก่หรือรากมาปักชำไม่นานก็เติบโตต่อได้ ปลูกเป็นไม้ประดับได้ดีเพราะมีทรงพุ่มและใบสวยงาม ปัจจุบันมีพันธุ์ที่มีใบด่างให้ความสวยงามไปอีกแบบ

มะรุม (Horse radish tree, Drumstick)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Moringa oleifera Lam.

เป็นไม้ต้น ทรงพุ่มโปร่ง สูงถึง 15 เมตร

ใบ : มีใบประกอบแบบขนนกสองถึงสามชั้น ปลายคี่ ออกเวียนรอบกิ่ง ใบย่อยรูปรี ปลายมน ออกตรงข้ามกัน

ดอก : ช่อดอกออกที่ซอกใบปลายยอด ดอกสีเหลืองอ่อน มี 5 กลีบ ผลิบานในช่วงปลายฝนต้นหนาว

ผล : เป็นฝักทรงกระบอกเล็ก ปลายแหลม ยาวกว่า 50 ซม. ผิวนอกหยักเป็นร่องตามแนวยาวคล้ายไม้ตีกลอง เมื่อแก่มีสีน้ำตาล แตกตามร่อง

เมล็ด : ภายฝักมีเมล็ดจำนวนมาก แต่ละเมล็ดมีปีกสามปีกที่ช่วยแพร่พันธุ์

ชื่อวงศ์ : Moringaceae

ประโยชน์ : ยอดอ่อนและช่อดอกกินเป็นผักสด หรือนำมาต้ม ลวก จิ้มน้ำพริก ใส่ในแกงส้ม แกงเลียง มีรสขมเล็กน้อย ฝักอ่อนปอกเปลือก หั่นเป็นท่อนใส่ในแกงส้ม แกงลาวของชาวอีสาน หรือนำฝักอ่อนที่เมล็ดยังไม่แข็งมากินเป็นผักสดกับน้ำพริก ส้มตำ ลาบ ให้วิตามินซีสูง มีตลอดปี แต่มีมากช่วงฤดูหนาว ถ้าเป็นต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ด หลังปลูก 2 – 3 เดือนรากจะขยายขนาดเป็นหัว ใช้ใส่ในแกงส้มได้ กล่าวกันว่ามะรุมมี 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ข้าวเจ้าที่มีฝักผอมสั้น เนื้อน้อย เมล็ดใหญ่ และพันธุ์ข้าวเหนียว ฝักยาว อวบอ้วน เนื้อหนา เมล็ดเล็ก ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากกว่า

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากแก้ปวดบวม บำรุงกำลัง เปลือกช่วยขับลม ทำให้เรอ หรือนำเปลือกต้นมาบุบให้แตกอมไว้ข้างแก้มเวลาดื่มสุราจะไม่รู้สึกเมา ใบแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ดอกเป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ ฝักแก้ไข้ เมล็ดสดเป็นยาแก้ปวดบวมตามข้อ น้ำมันจากเมล็ดสด (Behen Oil) ใช้ปรุงอาหาร ทำน้ำสลัด ทำเครื่องสำอาง น้ำหอม หรือใช้เป็นยาแก้ปวด และช่วยบำรุงหัวใจ

การขยายพันธุ์ : มะรุมปลูกเลี้ยงง่าย ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุ แสงแดดตลอดวัน นิยมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือปักกิ่งชำ หลังปลูก 2 – 3 ปีก็จะให้ดอกผลได้

นิเวศวิทยา : กระจายพันธุ์ในเอเชีย แถบอินเดีย ศรีลังกา