เข็ม (Ixora)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Ixora chinensis Lamk. Ixora spp.

ไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 0.5 – 2 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านมาก ทรงพุ่มแน่นทึบ

ใบ : เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน ใบมีหลายแบบ ทั้งรูปรี รูปขอบขนาน และรูปกลม ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน

ดอก : ช่อดอกแน่นเป็นช่อกระจุก ออกที่ปลายยอด โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวเล็กปลายแยกเป็น 4 กลีบ มีหลากสีพันธุ์ เช่น สีแดงอมส้ม ชมพู และขาว(เข็มขาว) ให้ดอกดก และออกดอกตลอดปี

ชื่อวงศ์ : Rubiaceae

ประโยชน์ : นิยมปลูกเป็นแนวรั้วเตี้ย ๆ หรือปลูกชิดกำแพงเพื่อบังสายตาได้ดีและตัดแต่งเป็นรูปทรงต่าง ๆ แต่ไม่ทนน้ำท่วมขัง

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากมีรสหวานใช้รับประทานแก้โรคตา เจริญอาหาร, ใบใช้เป็นยาฆ่าพยาธิ, ดอกแก้โรคตาแดง ตาแฉะ, ผลแก้โรคริดสีดวงในจมูก

ต้นไม้สัญลักษณ์ : คนไทยโบราณเชื่อกันว่า ปลูกเข็มไว้ประจำบ้าน เพราะเข็มเป็นตัวแทนของความแหลมคมเป็นตัวแทนของความเฉลียวฉลาด ดังนั้นจึงนิยมใช้ดอกเข็มในพิธีไหว้ครูเพื่อจะได้เป็นนักปราชญ์ที่มีสติปัญญาฉลาดเฉียบแหลม นอกจากนี้ยังใช้ดอกเข็มเป็นเครื่องบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพิธีทางศาสนา ควรปลูกต้นเข็มไว้ ทางทิศตะวันออก ผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธเพราะโบราณเชื่อว่าเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย

นิเวศวิทยา : เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โป๊ยเซียน (Crown of Thoms)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Euphorbia milli Des Moul.

ไม้พุ่ม อายุหลายปี มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “มงกุฏหนาม” เพราะลักษณะลำต้นมีหนามล้อมรอบ มีช่อดอกอยู่บนยอดหรือปลายกิ่งเสมือนมงกุฏ ลำต้นสีเทาหรือเขียวเข้มจัด ภายในมีน้ำยางสีขาว สูงได้ถึง 2 เมตร มีใบเดี่ยว รูปขอบขนานถึงรูปไข่

ใบ : ปลายใบแหลม

กิ่ง : มีหลายสี เช่น เหลือง ชมพู ขาว เขียว แดง ส้ม แสด เป็นต้น

ดอก : กลีบดอก ลดรูปไป ส่วนกลีบที่เห็นคือส่วนของเกสรเพศผู้ที่เปลี่ยนรูปเป็นกลีบที่ดูคล้ายกลีบดอกรูปไต 1 คู่ เต่เดิมโป๊ยเซียนที่อยู่ในประเทศไทยมีดอกขนาดเล็กแค่ 1-2 เซนติเมตร แต่ปัจจุบันคนไทยสามารถพัฒนาพันธุ์ให้ดอกใหญ่กว่า 6 เซนติเมตรและมีหลากสรหลายพันธุ์ อาจกล่าวได้ว่าโป๊ยเซียนของไทยเป้นโป๊ยเซียนที่ดีและสวยที่สุดในโลก

วิธีการปลูกและดูแลรักษา : ควรปลูกโป๊ยเซียนในดินผสมพิเศษหรือดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดี ต้องการแสงแดดครึ่งวันจนถึงตอนกลางวัน ไม่ชอบดินแฉะ ทนต่อความแห้งแล้งและศัตรูพืชได้ดี สามารถปลูกในกระถางสูงหรือในแปลงปลูกได้

ชื่อวงศ์ : EUPHORBIACEAE

ประโยชน์ : โป๊ยเซียนถือเป็นไม้มงคลและเป็นไม้เสี่ยงทายชนิดหนึ่ง ในประเทศจีนสมัยโบราณนับพันปีมาแล้ว ผู้ปลูกโป๊ยเซียนต้องเป็นฮ่องเต้หรือพระราชวงศ์ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น โดยปลูกเพื่อใช้เสี่ยงทายทำนายโชคชะตาวาสนาว่าผู้ปลูกจะมียศมีอำนาจ วาสนายืนยาวปานใด ถ้าผู้ปลูกปลูกแล้วเจริญงอกงาม ให้ดอก 8-32 ดอก ก็จะบ่งบอกว่าผู้ปลูกมีบุญบารมี มีวาสนา เจริญรุ่งเรือง แต่ถ้าปลูกแล้วต้นโป๊ยเซียนเหี่ยวเฉาไม่ออกดอก หรือออกดอกน้อย แสดงว่าผู้ปลูกจะตกต่ำ ชีวิตจะอับเฉา ปัจจุบันการปลูกโป๊ยเซียนได้แพร่ขยายไปทั่วโลก นอกจากเป็นไม้ปลูกเพื่อความสวยงามแล้ว บางคนยังถือเป็นไม้เสี่ยงทาย ถ้าใครปลูกโป๊ยเซียนให้ออกดอกได้ 8 ดอกขึ้นไป ถือว่ามีเทพเจ้าครบ 8 องค์ จะทำให้ผู้นั้นมีโชคลาภ

ต้นไม้สัญลักษณ์ : โป๊ยเซียนเป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน คำว่า “โป๊ยเซียน” ในภาษาจีนมีความหมายถึงเทพเจ้าหรือผู้วิเศษ 8 องค์ที่คอยคุ้มครองโลกมนุษย์ ซึ่งเทพเจ้าทั้ง 8 องค์ ได้แก่

  1. เซียนพิการ (หลีทิก๊วย) ขอพรเพื่อให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง
  2. เซียนห้องสมุด (ฮั่นเจ็งลี้) ขอพรให้มีความกล้าหาญ เข้มแข็ง เอาชนะศัตรูได้
  3. เซียนอาจารย์ (ลื่อทงปิน) ขอพรให้ค้าขายร่ำรวย เป็นมหาเศรษฐี
  4. เซียนค้างคาวเผือก (เตียกั๊วเล่า) ขอพรให้มีเสน่ห์ เป็นที่นิยมรักใคร่ของคนทั้งหลาย
  5. เซียนวณิพก (น่าไชฮั้ว) ขอพรให้เป็นศิลปินที่มีคนนิยม
  6. เซียนสาวสวย (ฮ้อเซียนโกว) ขอพรให้อายุยืน รูปร่างสง่างาม สติปัญญาดี
  7. เซียนกวี (ฮั้นเจียงจือ) ขอพรให้เป็นนักประพันธ์ กวีที่มีชื่อเสียง
  8. เซียนถ้ำ (เช่าก๊กกู๋) ขอพรไม่ให้ภูตผีภัยพาลมารบกวน

ตามความเชื่อของจีน เทพเจ้า8 องค์นี้จะอยู้ด้วยกันเสมอ ขาดองค์ใดองค์หนึ่งไม่ได้ เพราะเป็นเทพที่มีหน้าที่คุ้มครองช่วยเหลือมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก โป๊ยเซียนเข้ามาเมืองไทยโดยชาวจีนสมัยอยุธยา และกลายเป็นไม้ที่นิยมปลูกในบ้านเพราะเชื่อว่าช่วยคุ้มครองคนในบ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด ปักชำ และเสียบยอด

สารภี


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Mammeas siamensis Kosterm.

ไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นสูง12-15 เมตร ผิวเปลือกเป็นสีน้ำตาลปนเทาดำ เป็นรอยขรุขระแตกเป็นสะเก็ดทั้งลำต้น รูปทรงพุ่มทึบ ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว

ใบ : เป็นใบเดี่ยวรูปไข่ ปลายใบมน โคนใบสอบเรียว เนื้อใบหนา สามารถเห็นเส้นแขนง ใบมีลักษณะเป็นร่างแหได้อย่างชัดเจน

ดอก : ออกเป็นช่อกระจุกตามกิ่ง มีทั้งดอกเพศผู้ ดอกเพศเมีย และดอกสมบูรณ์เพศ สีขาว กลิ่นหอมมาก ดอกตูมขนาดเล็กประมาณ 2 เซนติเมตร พอบานแล้วจะเป็นสีขาวนวล มีกลีบ 4-5กลีบ จะออกดอกในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม และทยอยเบ่งบานจนเต็มต้นเป็นจำนวนมากราว 2-3 วัน และร่วงหลุดไป

ผล : รูปกระสวยขนาด 2-3 เซนติเมตร ผิวเรียบ สีเขียว เมื่อสุกสีเหลือง มีรสค่อนข้างหวาน

วิธีปลูกและดูแลรักษา : สารภีเป็นไม้ที่ทนต่อสภาพธรรมชาติได้ดี จึงเหมาะแก่การปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะสวยทั้งรูปทรง ลำต้น ใบ และดอกให้กลิ่นหอม นิยมปลูกตามบ้าน เพราะเป็นไม้ไม่ผลัดใบจึงให้ร่มเงาได้ดี ควรปลูกในดินร่วนซุย เจริญได้ดี ทั้งในที่ร่มรำไรหรือกลางแจ้ง

ชื่อวงศ์ : CLUSIACEAE (GUTTIFERAE)

ประโยชน์ : ไม้เนื้อละเอียด แข็งแรง ทนทาน นิยมนำไม้มาทำเสา พื้น ฝาบ้าน บางท้องถิ่นก็ใช้ทำปืน ดอกตูมของสารภีใช้ย้อมผ้าไหมให้สีแดง

สรรพคุณทางสมุนไพร : ดอก มีรสขม หอมเย็น ปรุงเป็นยาแก้ร้อนใน บำรุงปอด เข้ายาลม ช่วยให้เจริญอาหาร เป็นหนึ่งในเกสรทั้ง 5 ทั้ง7 และทั้ง9 ของตำราไทย ใช้ทำยาหอมบำรุงหัวใจ เกสร รสหอมเย็นช่วยบำรุงครรภ์ ทำให้ชื่นใจ แก้ไข้ ลสุกให้รสหวาน เป็นอาหารของคนและสัตว์ป่า

ต้นไม้สัญลักษณ์ : สารภีเป็นไม้ไทยโบราณที่มีอายุยืนนานมาก เป็นไม้ยืนต้นวงศ์เดียวกับบุนนาค ด้วยความละเอียดของเนื้อไม้ที่แข็งแรง ทนทาน จึงนิยมนำมาใช้ประโยชน์มากมาย ในตำราพรหมชาติฉบับหลวง จัดให้ต้นสารภีเป็นไม้มงคล โดยมีความเชื่อมาแต่โบราณว่า จะช่วยป้องกันเสนียดจัญไรได้ ที่เป็นดังนั้นอาจเป็นเพราะสารภีเป็นไม้ยืนต้น สูงใหญ่และมีพุ่มทึบ ไม่ผลัดใบ ให้ดอกหอมและอายุยืนยาว คนไทยโบราณนิยมปลูกไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เนื่องเพราะเป็นทางลมผ่าน เวลาลมแรงอาจพัดสิ่งไม่ดีเข้าบ้านได้ จึงปลูกสารภีป้องกันไว้ อีกทั้งความหนาทึบของต้นสารภียังช่วยกำบังเป็นเสมือนกำแพงป้องกันคนภายนอกให้มองไม่เห็นภายในบ้านได้อย่างชัดเจนอีกด้วย นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าปลูกสารภีไว้ในบ้านจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัย และอายุยืนยาวเหมือนต้นสารภี

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา แถบหมู่เกาะแปซิฟิก และประเทศมาดากัสการ์ ในธรรมชาติพบตามป่าเบญจพรรณและป่าดิบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกของไทย