กะเม็งตัวผู้

ชื่ออื่น: ห้อมเกี้ยวคำ (เชียงใหม่), อึ้งปั้วกี่เช้า (จีน)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Wedelia chinensis Merr.

ชื่อวงศ์: COMPOSITEA

เป็นไม้ล้มลุก

ลำต้น: ลำต้นเลื้อยยอด ตั้งสูงประมาณ 1-2 ฟุต

ใบ: ใบเดี่ยวรูปหอก ปลายและโคนแหลม ขอบใบหยักตื้นๆ ห่างๆกัน มีขนประปราย

ดอก: ดอกเป็นกระจุกกลม สีเหลืองออกเดี่ยวๆที่ปลายยอด ขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร

ผล: ผลเล็กๆยาวๆ 5 มิลลิเมตร ผิวไม่เรียบ

สรรพคุณทางสมุนไพร:

  • ใบ รสเอียน ต้มหรือชงรับประทาน แก้ไอ แก้ปวดศีรษะ บำรุงร่างกาย แก้โรคผิวหนัง แก้ผมร่วง
  • ทั้งต้น รสเอียน ทำเป็นผงหรือยาชงรับประทาน แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นโลหิต บำรุงโลหิต แก้กระเพาะอาหารอักเสบ กระเพาะคราก ทำให้น้ำบริสุทธิ์ ตำผสมข้าวพอกแก้บวม

การขยายพันธุ์: ด้วยเมล็ด

นิเวศวิทยา: เกิดตามที่ลุ่มชื้นแฉะ

กะเม็งตัวเมีย

ชื่ออื่น: คะเม็ง, ห้อมเกี้ยว, ล้อม (เหนือ), ใบลบ (ใต้), กะเม็งตัวเมีย, หญ้าสับ (เหนือ), บั้งกีเช้า (จีน)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Eclipta Alba (L.) Hassk

ชื่อวงศ์: COMPOSITAE

เป็นไม้ล้มลุก

ลำต้น: ตั้งตรง สูงประมาณ 1-2 ฟุต

ใบ: ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน เป็นคู่ๆรูปหอกแคบยาวเรียว ริมใบหยักฟันเลื่อย ผิวเกลี้ยง ไม่มีก้าน ปลายแหลม

ดอก: ดอกช่ออัดกันแน่นเป็นกระจุกรูปหัวแหวนทรงกลม สีขาว

ผล: รูปลูกข่างสีดำ ปลายมีระยางค์เป็นเกล็ดยาว 3 มม.

นิเวศวิทยา: เกิดตามที่ลุ่มชื้นแฉะ ที่รกร้างว่างเปล่า ตามไร่นาทั่วไป

ขยายพันธุ์: ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

สรรพคุณ

  • ต้น รสขมเฝื่อนเย็น แก้ลมให้กระจาย แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้โลหิตซึ่งทำให้ร้อน ห้ามเลือด บำรุงโลหิต แก้โรคโลหิตจาง แก้ไอเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด อุจจาระเป็นเลือด แก้ไอกรน แก้ริดสีดวงทวาร แก้เจ็บคอ ใช้ทาพอกแก้ผื่นคัน แก้ฝีพุพอง รักษาแผลตกเลือด
  • ใบ รสขมเฝื่อน เป็นยาถ่าย ทำให้อาเจียน แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้จุกเสียดแน่น
  • ราก รสขมเฝื่อน ขับลมในลำไส้ แก้อาเจียนเป็นเลือด บำรุงร่างกาย แก้โรคตับและม้ามพิการ ใช้ทาแผลฆ่าเชื้อ
  • ดอก รสขมเฝื่อน แก้ดีซ่าน เป็นยาชาเฉพาะที่ ระงับปวด เคี้ยวอม แก้ปวดฟัน
  • ลูก รสขมเฝื่อน ขับผายลม

กระวานเทศ, ลูกเอ็น (Cardamon)

ชื่ออื่น: กระวานขาว, กะวาน, ลูกเอ็น, ลูกเอ็ล

ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Elettaria cardamomum Maton.

ชื่อวงศ์: ZINGIBERACEAE

ลำต้น: ต้นแบน สูง 1.5-3.6 เมตร มีกาบหุ้มลำต้น

ใบ: ใบรูปหอก

ดอก: ดอกเป็นหลอด พองออกเป็นกระเปาะสีขาวแกมเขียว เป็นช่อทรงพุ่ม ออกจากเหง้าที่ติดอยู่กับดิน

ผล: รูปไข่หัวท้ายแหลม โตขนาดปลายนิ้วก้อย ในผลจะมีเมล็ดสีน้ำตาลอมดำอัดกันเป็นกลุ่ม

สรรพคุณทางสมุนไพร:

  • ใบ รสเผ็ด เป็นยากระตุ้น ขับลมลงสู่เบื้องล่าง แก้ไข้เซื่องซึมลดไข้
  • เหง้า รสเผ็ด ขับพยาธิที่อยู่ในเนื้อให้ออกมาทางผิวหนัง
  • ราก รสเผ็ดร้อน ขับเลือดที่เน่าเสีย
  • ผล รสเผ็ดร้อน บำรุงธาตุ กระจายโลหิต เสมหะ ขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้อาการเกร็งของลำไส้

การขยายพันธุ์: ด้วยวิธีแยกกอ

นิเวศวิทยา: เกิดในป่าดงดิบเขาสูง นำเข้าจากเมืองเมเลบา ประเทศอินเดียและศรีลังกา

กระทือ


ชื่ออื่น : กะทือ, กระทือบ้าน, กระทือป่า, กะแอบ, แฮวดำ, เฮียวดำ, กะแวน, กะแอน (เหนือ), เฮียงแดง (แม่ฮ่องสอน)

ชื่ออังกฤษ : Wild Ginger, Martinique Ginger

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Zingiber zerumbei Rosc.Smith.

ชื่อวงศ์ : ZINGIBERACEAE

เป็นไม้ล้มลุกประเภทเหง้า กระทือป่ามีฤทธิ์แรงกว่ากระทือบ้าน สรรพคุณรวมเหมือนกัน

ใบ : ออกซ้อนกันเป็นแผง ใบเรียวยาว สีเขียวแก่

ดอก : ดอกช่อออกจาก เหง้าใต้ดิน กลีบเลี้ยงสีแดงปนเขียว

สรรพคุณทางสมุนไพร

  • เหง้า รสขมขื่นปร่า บำรุงน้ำนมให้บริบูรณ์ แก้ปวดมวนในท้อง แก้บิด ขับผายลม ขับปัสสาวะ เหง้ากระทือหมกไฟฝนกับน้ำปูนใสรับประทาน แก้บิดปวดเบ่ง แก้เสมหะเป็นพิษ แก้แน่นหน้าอก กล่อมอาจม ขับน้ำย่อยให้ลงสู่ลำไส้ แก้จุกเสียด
  • ราก รสขมขื่นเล็กน้อย แก้ไข้ตัวเย็น
  • ต้น รสขมขื่น เจริญอาหาร
  • ใบ รสขมขื่นเล็กน้อย ขับเลือดเน่าในมดลูก ขับน้ำคาวปลา
  • ดอก รสขมขื่น แก้ไข้เรื้อรัง ไข้ตัวเย็น ไข้จับสั่น แก้ผอมเหลือง
  • เกสร รสเฝื่อนปร่า แก้ลม บำรุงธาตุ

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยแยกเหง้า

นิเวศวิทยา : เกิดตามป่าดงดิบชื้นทั่วไป

กระเจี๊ยบมอญ


ชื่ออื่น : กระเจี๊ยบขาว, กระเจี๊ยบ, มะเขือมอญ, มะเขือทะวาย, มะเขือพม่า, มะเขือละโว้, มะเขือมื่น

ชื่ออังกฤษ : Okra, Lady’s finger, Gumbo

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Abelmoschus esulentus (L.) Moench.

ชื่อวงศ์ : MALVACEAE

เป็นไม้ล้มลุก สูงประมาณ 1-2 เมตร

ใบ : ใบโตหยักลึก มีขนคลุม มีขนคลุม

ดอกสีเหลืองโต ลูกกลมยาว โคนตรงปลายแหลม เป็นจีบ มีขนรอบ

ผล : เมื่อแก่จะแตกออกเป็น เมล็ดกลม สีดำ

นิเวศวิทยา : ปลูกได้ในประเทศเขตร้อนทั่วไป

สรรพคุณทางยา :

  • ผล รสหวานเย็น บดเป็นผง ชงน้ำร้อน หรือปั้นเม็ด รับประทานรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
  • สารสำคัญ มี สารเพกทินและเมือก

การขยายพันธุ์ : ด้วยเมล็ด

ผักพาย(Yellow Burhead)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Butomopsis latifolia (D. Don) Kunth

ชื่อวงศ์ : LIMNOCHARITACEAE

เป็นไม้ล้มลุก ต้นสูงได้ถึง 1 เมตร

ใบ : คล้ายรูปใบพายสมชื่อ แผ่นใบมีนวลสีขาวปกคลุม

ดอก : ช่อดอกออกจากซอกกาบใบชูตั้งขึ้น ดอกย่อยเรียงเป็นกระจุกต่าง ๆ กันเป็นชั้น ทยอยบานจากโคนไปยังปลายช่อ ดอกสีขาว มี 3 กลีบบอบบาง เมื่อผลิบานหมดแล้วจะติดผลและตายไป

ประโยชน์ : ชาวอีสานนิยมเก็บยอดและช่อดอกอ่อนที่ยังไม่บานมากินเป็นผักสด หรือลวกกินกับน้ำพริก ลาบ หรือใส่ในแกงหน่อไม้ มีมากในฤดูฝน

การขยายพันธุ์ : ผักพายชอบดินเหนียวชุ่มชื้น มีน้ำสะอาดตื้น ๆ ประมาณ 15 ซม. ขยายพันธุ์ด้วยการแยกกอมาปลูกใหม่ หรือซื้อที่มีขายในท้องตลาดมาลองปักในดินเหนียว ใส่ในอ่างบัวที่มีน้ำตื้น ๆ ไม่นานก็จะแตกราก ผลิดอก และติดเมล็ดได้ เมื่อต้นตาย ถ้ามีเมล็ดร่วงหล่นอยู่บ้าง พอถึงฤดูฝนก็จะงอกและเติบโตใหม่

นิเวศวิทยา : วัชพืชน้ำที่ในปัจจุบันไม่ค่อยพบเห็นมากนัก

ผักกาดช้าง

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Crassocephalum crepidioides (Benth.) S. Moore

วงศ์ : ZINGIBERACEAE

ฟังชื่อแล้วอาจข้าใจว่าเป็นพืชที่มีต้นใหญ่มาก  แท้จริงแล้วเป็นไม้พุ่มล้มลุกที่สูง  50 – 100  ซม.  ถ้าขึ้นในที่ชุ่มชื้นต้นจะอวบน้ำ นิยมบริโภคกันในภาคเหนือ  เรียกกันว่า  “ผักเผ็ดแม้ว”  และภาคใต้เรียกว่า  “หญ้าดอกฟุ้ง”  มีตำนานที่เล่ากันว่า  ผักชนิดนี้เป็นผักที่โปรดปรานกันมากของพ่อบ้านชาวพม่าจนต้องมีให้กินทุก มื้อ  ถ้าวันไหนภรรยาไม่สามารถหามาให้ได้ก็จะอาละวาดทุบตีภรรยาด้วยความโกรธ  ชาวพม่าจึงเรียกต้นนี้ว่า  “พม่าตีเมีย”

ดอก : ช่อดอกออกที่ปลายยอด  แต่ละช่อมีดอกย่อยจำนวนมากอัดกันแน่น  เกสรเพศเมียมีส้มโผล่พ้นดอกเห็นเด่นชัด  เมล็ดมีขนฟูที่ปลิวไปตามลมช่วยในการกระจายพันธุ์

ประโยชน์ : นิยมกินยอดอ่อนเป็นผักสดกับน้ำพริก  อาหารรสจัด  หรือผัดน้ำมัน  มีกลิ่นหอม  ช่วยดับกลิ่นคาว  และช่วยให้เจริญอาหาร  สามารถเก็บกินได้ตลอดปี

การขยายพันธุ์ : ผักกาดช้างมักพบอยู่ตามแปลงปลูกผักของเกษตรกรที่มีแสงแดดส่งถึงตลอดวัน  ถ้าขึ้นในที่ชุ่มชื้นจะกรอบอร่อย  ถ้าอยู่ในที่แห้งแล้งต้นจะแคระแกร็นไม่น่ากิน  ขยายพันธุ์ได้ง่าย  เพียงเก็บเมล็ดแก่ที่แห้งมาโรยในพื้นที่ปลูกไม่นานก็จะได้ลิ้มชิมรส

นิเวศวิทยา : เป็นวัชพืชตามพื้นที่ลุ่มทั่วทุกภาคของไทย

เปราะหอม

ชื่อสามัญ : Sand Ginger, Aromatic Ginger, Resurrection Lily

วงศ์ : ZINGIBERACEAE

เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดิน มีรากสะสมอาหารเป็นตุ้มกลม ทุกส่วนมีกลิ่นหอมและอวบน้ำ

ใบ : แผ่นใบกลม มีขนอ่อนปกคลุมเล็กน้อย ปลายใบค่อนข้างแหลม ช่อดอกออกจากกึ่งกลางต้น

ดอก : สีขาว กลีบปากมีแต้มสีม่วงเข้ม บานเพียงวันเดียว แต่ทยอยบานทุกวันในช่วงฤดูฝน สามารถติดผลและร่วงหล่นเจริญเติบโตต่อไปได้

ประโยชน์ : ใบและเหง้าซอยใส่ในแกงเนื้อสัตว์ ผัดเผ็ด เพื่อช่วยดับกลิ่นคาว หรือเป็นส่วนผสมในเครื่องแกง ให้แคลอรีต่ำ

สรรพคุณทางสมุนไพร : ด้านสมุนไพร ตามตำราพื้นบ้านนำมาชงเป็นชาดื่มแก้ไอ ช่วยขับเสมหะ แก้ท้องอืดเฟ้อ ลดอาการติดเชื้อและไขข้ออักเสบ หรือใช้เป็นสมุนไพรพื้นบ้านร่วมกับพืชชนิดอื่น ในมาเลเซียมักใช้ผสมกับน้ำยางน่องเพื่ออาบลูกดอก

การขยายพันธุ์ : เปราะหอมชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดรำไร ไม่ชอบดินแฉะเพราะจะทำให้หัวเน่า ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อมาปลูกใหม่ แต่ควรปฏิบัติในฤดูร้อนและฤดูฝน

นิเวศวิทยา : มีการกระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาคในไทย

เอื้องหมายนา (Indian Head Ginger)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์Costus speciosus, หรือ Cheilocostus speciosus

ชื่อวงศ์ : Costaceae

เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้าทอดเลื้อย ลำต้นเหนือดินเป็นลำชูตั้งขึ้น สีแดงเรื่อ

ใบ : รูปไข่ ออกเวียนรอบต้น ปลายแหลม

ดอก : ช่อดอกออกที่ปลายยอด ดอกสีขาว กลีบสีขาวสวยงามเป็นส่วนของเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันและเปลี่ยนรูปเป็นกลีบประดับ ส่วนกลีบดอกขนาดเล็กไม่เด่นชัด

ผล : ผลเป็นฝักสีแดงอัดกันแน่นในช่อ ปลายผลมีจะงอยแหลม ภายในมีเมล็ดสีดำจำนวนมาก

ประโยชน์ : หน่ออ่อนต้มกินกับน้ำพริก หรือใส่ในแกงส้ม แกงเลียง ช่วยให้เจริญอาหาร มีมากในฤดูฝน แต่ไม่ควรกินสด เพราะจะทำให้ท้องร่วงและอาเจียนได้

สรรพคุณทางสมุนไพร : ด้านสมุนไพร เหง้าช่วยขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ แก้ตกขาว แก้อักเสบและติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ขับพยาธิ รากช่วยขับพยาธิ ขับปัสสาวะ แก้ไอ ผดผื่นคัน นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในบ้านกันมาก

การขยายพันธุ์ : เอื้องหมายนาปลูกเลี้ยงง่าย ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดครึ่งวัน ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อมาปลูกใหม่ ไม่นานก็จะเจริญเติบโตต่อได้

นิเวศวิทยา : เป็นพรรณไม้พื้นล่างที่พบทั่วทุกภาคของไทย ตามป่าเบญจพรรณและป่าสนเขาที่ชุ่มชื้น

มันขี้หนู


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Plectranthus  rotundifolius  (Poir.)  Spreng.

ชื่อวงศ์ : Lamiaceae

เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี มีรากสะสมอาหารใต้ดิน ทุกส่วนของต้นอวบน้ำ ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมและทอดเลื้อย ในธรรมชาติพบปลูกในภาคใต้ของไทย

ใบ : รูปกลมแกมรูปไข่ ออกตรงข้ามสลับตั้งฉากกัน ขอบใบหยักมน

ดอก : ช่อดอกออกที่ปลายยอดชูตั้งขึ้นสูง ดอกสีขาวอมม่วงอ่อน ไม่ค่อยติดผล

ประโยชน์ : เป็นผักที่ชาวใต้นิยมนำหัวใต้ดินมาใส่ในแกงส้ม แกงเหลือง แกงไตปลา หรือต้มจิ้มเกลือ น้ำตาล เป็นขนม บ้างก็นำมาหุงกับข้าวสวย หรือกินสด รสมัน ให้แคลเซียมและฟอสฟอรัสค่อนข้างสูง มีให้กินมากในช่วงฤดูฝน ในอินโดนีเซียจะนำหัวแก่มาบดละเอียด ปรุงอาหารแทนมันฝรั่ง แป้งในหัวนำมาอัดเป็นเม็ดใช้ประกอบอาหารได้

สรรพคุณทางสมุนไพร : ในแอฟริกาใช้หัวแก้ท้องเสียที่เกิดจากการติดเชื้อ และแก้โรคตาบางชนิด

การขยายพันธุ์ : มันขี้หนูปลูกเลี้ยงง่าย ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์ด้วยการนำหัวย่อยเล็ก ๆ มาปลูกใหม่ในช่วงฤดูร้อน ไม่นานก็จะผลิใบเจริญเติบโตต่อไป อาจมีแมลงกัดกินใบบ้าง เมื่อหัวมีขนาดใหญ่ ใบจึงเริ่มเหี่ยว ควรขุดหัวขึ้นไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะจะเน่าเสียได้