กะทกรก

ชื่ออื่น: เสาวรส, เถาสิงโต (ชัยนาท), รกฟ้า, กระโปรงทอง (ใต้), รกช้าง (พังงา), ผักแคบฝรั่ง (ศรีราชา), ละพุยาบี (มลายุ), เถาเงาะ, อังนก

ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Passiflora foetida Linn.

ชื่อวงศ์: PASSIFLORACEAE

เป็นไม้เถาขนาดเล็ก มีขนอ่อนๆปกคลุม

ใบ: ใบเดี่ยวเป็นรูปหัวใจ ปลายแยกเป็นสามแฉก

ดอก: ดอกเดี่ยว กลีบเลี้ยงเป็นร่างแหสีเขียว ดอกสีขาว โคนเกสรสีม่วง

ผล: ผลกลม เปลือกโปร่ง เมื่อแก่มีสีส้ม

เมล็ด: เมล็ดสีดำ เนื้อหุ้มเมล็ดรสหวานอมเปรี้ยว

สรรพคุณทางสมุนไพร: ทั้งต้นเป็นพิษ ต้องต้มก่อนกิน

  • ใบ รสเมาเบื่อ ตำพอกฆ่าเชื้อบาดแผล แก้โรคผิวหนัง หิด
  • ทั้งต้น รสเมาเบื่อ ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ไอ แก้บวม
  • ลูก ลูกสุกรสหวานเย็น แก้ปวด บำรุงปอด ลูกดิบ รสเมาเบื่อ
  • ดอก รสเมา ขับเสมหะ แก้ไอ
  • พิษ ต้นสดทั้งต้น รสเมาเบื่อ มีสารพิษ Cyanogenetic glycoside ทำให้ตายได้ พิษจะสลายตัวเมื่อถูกความร้อน

การขยายพันธุ์: ด้วยเมล็ด

นิเวศวิทยา: เกิดอยู่ตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป

แตงไทย (Muskmelon)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Cucumis melo L.

เป็นไม้เถาเลื้อยที่มีอายุสั้น ทุกส่วนของต้นมีขนปกคลุกลำต้นลายเป็นสันยาว มีมือเกาะไม่แตกแขนง

ใบ : เรียงสลับกัน รูปกลมหรือรูปโต มีแฉกตื้น ๆ 5 – 7 แฉกขอบใบหยักมน

ดอก : ช่อดอกมีทั้งดอกเพศผู้ เพศเมีย และดอกสมบูรณ์เพศอยู่ในต้นเดียวกัน กลีบดอกสีเหลือง มี 5 กลีบ

ผล : รูปทรงกระบอก ขนาดใหญ่ มีลายสีเขียวเข้มสลับเขียวอ่อน เมื่อสุกมีเนื้อนุ่ม สีเหลืองอ่อนอมส้ม กลิ่นหอมหวาน

เมล็ด : มีเมล็ดรูปรีแบนจำนวนมาก

ชื่อวงศ์ : Cucurbitaceae

ประโยชน์ : ผลสุกนอกจากกินเป็นผลไม้และของหวานแล้ว ผลอ่อนยังกินเป็นผักสดหรือต้มสุกจิ้มกับน้ำพริก อาจดองกิน หรือใส่ในแกงเลียงแกงส้ม ส่วนเมล็ดแก่คั่วกินได้ มีหลายพันธุ์ที่ให้รสหวานและมีกลิ่นหอม ไม่ฉุนมาก บางนำราว่าแตงไทยเหมาะกับผู้ที่มีธาตุไฟและธาตุลม

สรรพคุณทางสมุนไพร : น้ำต้มรากกินเป็นยาระบาย ทำให้อาเจียน ดอกแห้งต้มน้ำดื่มแก้ดีซ่าน ผลเป็นยาระบาย ช่วยขับปัสสาวะ แก้ไอ และเป็นยา ช่วยย่อย น้ำมันจากเมล็ดใช้ปรุงอาหารได้

การขยายพันธุ์ : แตงไทยชอบดินร่วนปนทราย ไม่มีน้ำท่วมขังแฉะ มีอินทรียวัตถุสูงขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดเช่นเดียวกันแตงกวา ในช่วงฤดูฝนระวังโรครากเน่าคอดินและตั๊กแตนกันดิน

นิเวศวิทยา : มีการกระจายพันธุ์ในประเทศเขตร้อนและอบอุ่น

กระไดลิง


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Bauhinia horsfieldii Mc. Brid.

ไม้เถา เลื้อยพากพันต้นไม้ใหญ่ เถาแบนๆโค้งไปมา เป็นรูปขั้นบันได เกิดตามป่าดงดิบเขา ป่าเบญจพรรณทั่วไป

ใบ : ใบเดี่ยวแฉกลึกคล้ายใบแฝด แต่ปลายเรียวแหลมทั้งสองแฉก

ผล : เป็นฝักแบนกว้าง 1-2 นิ้ว ยาวประมาณ 6-8 นิ้ว

ชื่อวงศ์ : FABACEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : เถา รสเบื่อเมา แก้พิษทั้งปวง แก้ตัวร้อน แก้ไข้ ขับเหงื่อ แก้พิษฝี แก้ไข้เซื่องซึม

กระเช้าสีดา


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Aristolochia indica Linn.

ไม้เถาเนื้อแข็งกิ่งยาวเรียวเป็นร่อง

ใบ : ใบเดี่ยวรูปหัวใจปลายเรียวแหลม โคนตรงขอบเรียบ ยาว 5-10 เซนติเมตร

ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ช่อละ 2-3 ดอก ที่ง่ามใบ ฐานดอกเป็นกระเปาะกลม มีท่อสีเขียวยาวออกไป ปลายบานเป็นกลีบเดียว พื้นด้านบนสีน้ำตาลอมเขียว ขอบสีม่วงดำ ด้านล่างสีม่วงดำ ยาว 3-4 เซนติเมตร

ผล : ทรงกลม ยาว 4-5 เซนติเมตร เมื่อแก่เป็นสีน้ำตาลอ่อน จะแตกออกเป็น 6 พู มีสายห้อย 6 เส้น

เมล็ด : แบนรูปไข่มีปีก เกิดตามป่าเบญจพรรณทั่วไป

ชื่อวงศ์ : ARISTOLOCHIACEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบ ใบสด ตำคั้นเอาน้ำกินและพอก แก้พิษงู ราก รสเผ็ดร้อน ขับลม ขับลมในลำไส้สำหรับทารกแรกเกิด ทำให้ระดูมาตามปกติ บำรุงร่างกาย และเป็นยากระตุ้น กินมากทำให้อาเจียน

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยเมล็ด

ก้นปิด


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Stephania hernandifolia (Willid.) Walp.

ไม้เถาไม่มีมือจับ

ใบ : เป็นใบเดี่ยวรูปไข่ปลายแหลม ฐานกลมปิดก้านใบ คล้ายใบกรุงเขมาแต่ไม่มีขน นิ่มไม่ฉ่ำน้ำ

ดอก : ตัวผู้และดอกตัวเมียแยกต้นกัน ดอกมีขนาดเล็ก ก้านสั้น ออกเป็นช่อทรงก้านร่ม

ผล : รูปไข่ เมล็ดรูปครึ่งวงกลม เป็นพืชที่พบในป่าและชนบทเขตร้อนทั่วไป

ชื่อวงศ์ : MENISPERMACEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : ราก รสฝาดขม แก้ไข้ แก้ไข้ท้องเสีย แก้ธาตุไม่ปกติ แก้โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด